บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ปปช.ตรวจสอบที่ราชพัสดุ


คณะกรรมาธิการปปช.ตรวจสอบที่ราชพัสดุ อ.สวนผึ้ง
                          ลั่นเอาผิดนายทุนรุกป่าทุกราย  นายวิลาศ  จันทร์พิทักษ์  ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร(ปปช.)และคณะได้เดินทางมาที่ที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อมาตรวจสอบข้อมูลในเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องที่มีนายทุนเข้าไปบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ที่ทหารช่างเป็นผู้ดุแลพื้นที่ โดยให้หน่วยงานต่างๆทั้งจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีนายณรงค์  พลละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กรมการทหารช่าง จ.ราชบุรี   หน่วยพลพัฒนาที่ 1 ค่ายศรีสุริยวงศ์  กรมธนารักษ์  ผู้นำท้องถิ่นรวมทั้งกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง มาร่วมให้ข้อมูลในพื้นที่  ซึ่งก่อนที่นายวิลาศ  จันทร์พิทักษ์  ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร(ปปช.)และคณะ จะเข้าไปร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆนั้น ได้มีชาวบ้านกว่า 100 คน ซึ่งนำโดยนายสมศักดิ์  อาทรสิริรัตน์ อดีตนายกอบต.สวนผึ้ง ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่อ.สวนผึ้ง และอ.บ้านคา จ.ราชบุรี โดยอ้างว่าพื้นที่นั้นสงบเรียบร้อย ไม่ได้มีปัญหาจึงไม่จำเป็นต้องคงกฎอัยการศึกไว้ ซึ่งนายวิลาศก็รับไว้และจะส่งต่อให้นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้พิจารณา  ก็เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานต่างๆซึ่งใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง จากนั้นก็ลงไปดูพื้นที่จริงที่มีนายทุนเข้าไปบุกรุกที่บริเวณหุบพุบอน  หมู่ 5 บ้านถ้ำหิน ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง  ซึ่งก็พบว่าพื้นที่นั้นอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาถูกนายทุนจับจองโดยการล้อมรั้วลวดหนามรอบๆพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ และบุกรุกแผ้วถางจนทำให้ป่าหายหมด ทั้งที่ยังไม่ได้มีการขอเช่าจากกรมธนารักษ์
     โดยนายวิลาศ ได้กล่าวถึงพื้นที่ดังกล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบแล้วพบว่า พื้นที่แห่งนี้อยู่ในลุ่มน้ำชั้น 1 A และเดิมเคยเป็นป่าทึบ แต่ตอนนี้ถูกแผ้วถางจนป่าหาย ซึ่งดูได้จากซากต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นล้มทิ้งไว้  และจะต้องเดินหน้าเอาผิดกับนายทุนที่เข้ามาจับจองพื้นที่และทำการถางป่าโดยไม่มีการละเว้น ทั้งนักการเมืองหรือแม้แต่ระดับพ่อรัฐมนตรีก็จะต้องเอาผิดให้ได้เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่างในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ก็จะต้องขยายวงกว้างออกไปในพื้นที่ที่อยุ่ใกล้เคียงเพื่อนำสมบัติของชาติกลับคืนมา และจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาโดยเร็ว

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผู้เลี้ยงกุ้งรวมตัวฟ้องศาลปกครอง

ผู้เลี้ยงกุ้งในหลายจังหวัดรวมตัวฟ้องศาลปกครอง

หลังรัฐบาลสั่งให้ระงับการเลี้ยง ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาว (แวนาไมค์) ในจังหวัดราชบุรี  นครปฐม  เพชรบุรี  กาญจนบุรี  สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร  กว่า 300 คน ได้มารวมตัวกันที่บ้านเลขที่ 80/1 หมู่ 6 ต.ดอนใหญ่  อ.บางแพ  จ.ราชบุรี  เพื่อร่วมลงชื่อในการฟ้องศาลปกครอง และยื่นหนังสือคัดค้าน หลังนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ   ได้มีคำสั่งให้ระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืด ให้มาเป็น ระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งขาวได้รับความเดือดร้อน เพราะจะต้องเลิกเลี้ยงภายใน 120 วัน ซึ่งภายหลังมีคำสั่งการระงับออกมา  ผู้เลี้ยงกุ้งที่มารวมตัวในวันนี้นั้นนอกจากจะมาลงชื่อฟ้องศาลปกครองแล้ว ก็ต้องมาฟังคำชี้แจงจากแกนนำในการนัดรวมตัว โดยมีนายยศวัจน์   ชัยวัฒนสิริกุล  กรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  และนายประกอบ  ทรัพย์ยอดแก้ว  ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาวได้ออกมาเชิญชวนให้ผู้เลี้ยงกุ้งทั้งหมดได้มาร่วมลงชื่อและอาจจะรวมตัวประท้วงที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ถ้าผลการคัดค้านนั้นยังไม่ได้ผล  โดยมีนายณรงค์  พลละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัด  นายสุรเชษฐ์  สุนทรศาสตร์  ประมงจังหวัดราชบุรี และนายพิพัฒน์  ศรีเพชรพันธุ์  นายอำเภอบางแพ  มาร่วมรับฟังคำชี้แจงของแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วย
          โดยนายจรูญ  อกอุ่น  อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 276  หมู่ 6  ต.สระพังลาน  อ.อู่ทอง  จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งเดินทางมาร่วมลงชื่อในครั้งนี้ก็กล่าวว่า  ตนมีอาชีพเลี้ยงกุ้งมากว่า 16 ปี แล้ว แต่จู่ๆรัฐบาลก็มีคำสั่งให้เลิกเลี้ยง ทำให้ตนกับครอบครัวรวมทั้งผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศกว่า 55 จังหวัด นั้นเดือดร้อนมาก เพราะสิ่งที่ลงทุนไปแล้วใครจะรับผิดชอบ หนี้สินที่ไปกู้มาลงทุนนั้นก็ยังต้องใช้ แล้วจะมีใครมาช่วยเหลือ และไม่รู้ว่าจะไปประกอบอาชีพอะไร แล้วครอบครัวจะอยู่อย่างไร อยากวอนรัฐบาลให้เห็นใจผู้เลี้ยงกุ้งด้วย เพราะประกอบอาชีพนี้มานานแล้วไม่มีอาชีพสำรอง ถ้าเลิกเลี้ยงก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร และยืนยันว่าน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งนั้นไม่ได้สร้างมลพิษในดิน ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน
        ด้านนายประกอบ  ทรัพย์ยอดแก้ว  แกนนำกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งขาว ในพื้นที่อ.บางแพ  กล่าวว่า ในพื้นที่อ.บางแพ จ.ราชบุรี มีเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งเกือบ 2,000 ราย พื้นที่เลี้ยงกว่า 20,000 ไร่ ที่ผ่านมารัฐบาลก็เคยมีคำสั่งไม่ให้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งปัจุบันเปลี่ยนระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด   เคยร้องขอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งหรือไม่  ซึ่งก็มีการตั้งขึ้นและมีการอนุมัติงบประมาณลงมาแล้ว  แต่ผลการตรวจสอบก็ยังไม่ทันออกมาว่ามีผลกระทบหรือไม่ ก็มีคำสั่งระงับห้ามเลี้ยงออกมาแล้ว  แล้วอย่างนี้ผู้เลี้ยงกุ้งจะทำอย่างไร ครอบครัวก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไร  ทั้งที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกคนก็ยืนยันว่า การเลี้ยงกุ้งขาวนั้นไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเราสามารถปลูกพืชผักอื่นๆบริเวณรอบๆบ่อกุ้งได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มาตรวจสอบคุณภาพน้ำตลอด ซึ่งผลก็ไม่มีผลกระทบ แต่การที่รัฐบาลมาประกาศระงับไม่ให้เลี้ยงโดยไม่เคยลงมาดูพื้นที่จริงเลย ทำให้พวกเรารู้สึกว่าถูกรังแก และถูกกลั่นแกล้ง  แล้วอย่างนี้จะให้ไปประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายหรือก็เราไม่สามารถประกอบอาชีพที่สุจริตได้  อยากวอนให้หน่วยงานลงมาดูความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับพวกกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งบ้าง และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก็จะต้องหาที่พึ่งซึ่งก็คือศาล ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของกลุ่มเกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ

กลุ่มเอ็นจีโอยื่นหนังสือผู้ว่าฯ

 กลุ่มเอ็นจีโอยื่นหนังสือผู้ว่าฯจี้คดีรถชนเลขาฯคณะกรรมการแก้ปัญหาน้ำ
             นายวิเชียร  เจษฎากานต์  รองประธานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ และเป็นตัวแทนกลุ่มเอ็น จี โอ ใน จ.ราชบุรี  ได้เข้ายื่นหนังสือกับนายสุเทพ  โกมลภมร  ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี  เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและติดตามความคืบหน้าในคดีที่นางพรทิพย์  สำเภา  อายุ 45 และนายสุขสันต์  สำเภา  อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 259 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี  ถูกรถปิกอัพยี่ห้อ โตโยต้า สีน้ำตาล  หมายเลขทะเบียน บบ-3128 ราชบุรี โดยมีนายบุญส่ง  อุดมนาค  รองนายกอบต.สวนผึ้ง เป็นผู้ขับขี่พุ่งชนขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ  ฮอนด้า เวฟ  สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ขรฉ-355 ราชบุรี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ที่บริเวณถนนสายสวนผึ้ง-ผาปก หมู่ 2 ต.สวนผึ้ง โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.พ.54 ที่ผ่านมา ขณะนี้ทั้งคู่นั้นนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสวนผึ้ง
          โดยนายวิเชียร นั้นต้องการให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ช่วยเร่งรัดในคดี และติดตามดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพราะเกรงว่าคดีนั้นอาจจะล่าช้า เนื่องจากผู้กระทำความผิดขับรถชนนั้น เป็นรองนายกอบต.สวนผึ้ง จึงเกรงว่าอาจจะใช้อิทธิพลมาข่มขู่ จนทำให้คดีความนั้นไม่เป็นไปตามที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เพราะนางพรทิพย์นั้นได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ในวันเกิดเหตุนั้นกำลังขับขี่รถจะกลับบ้านพร้อมกับสามี  ส่วนนายบุญส่ง นั้นขับรถตามหลังมาตลอด จนเมื่อถึงจุดเกิดเหตุนายบุญส่งได้เร่งเครื่องรถพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของตนจนลื่นไถลไปไกล ก่อนจะขับรถหนีไป โดยไม่ได้ลงมาช่วยเหลือแต่อย่างใด ซึ่งมองว่าเป็นการตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น  ซึ่งผู้ว่าฯ ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้และบอกว่าจะต้องดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
          ด้าน ร.ต.อ.ป้อมเพชร  คงสีหะ  พนักงานสอบสวนสภ.สวนผึ้ง เจ้าของคดี ก็กล่าวว่า ได้ทำการเรียกรองนายกอบต.สวนผึ้งมาทำการสอบปากคำ ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว โดยระบุว่าในช่วงเกิดเหตุได้ขับรถตามคู่กรณีมาจริง และก้มลงไปหยิบของทำให้รถเสียหลักพุ่งไปชนท้ายรถจักรยานยนต์ แต่คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงได้ขับรถไปธุระต่อ  ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองคนนั้นต้องรอให้อาการดีขึ้นก่อนจึงจะเข้าไปทำการสอบปากคำ  
       สำหรับนางพรทิพย์  สำเภา นั้นเป็นเลขาของคณะทำงานแก้ปํญหาเรื่องน้ำในอ.สวนผึ้ง ที่นายสุเทพ  โกมลภมร  ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหนังสือแต่งตั้งเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา และนางพรทิพย์ ยังเป็นกลุ่มนักอนุรักษ์หรือ เอ็น จี โอ ในพื้นที่อ.สวนผึ้ง และยังเป็นผู้ที่มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม และล่าสุดได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาทำการตรวจสอบในกรณีที่นายทุนเข้าไปบุกรุกยึดครองพื้นที่ในเขตโครงอุทยานธรรมชาติวิทยา  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนทำให้มีกรณีข้อพิพาทเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

รวมพลังรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวก

เยาวชนรวมพลังรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวกด้วยจิตสาธารณะ

รวมพลังรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวกด้วยจิตสาธารณะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมีจิตสำนึกและปฎิบัติตนในวิถีชิวิตประชาธิปไตยที่ถูกต้องดีงามที่มีความรักชาติ รักท้องถิ่นและมีคุณธรรม    นายสืบศักดิ์  เอี่ยมวิจารย์   นายอำเภอดำเนินสะดวก  จ.ราชบุรี   เป็นประธานเปิดโครงการรวมพลังรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวกด้วยจิตสาธารณะโดยมีนางนวลจันทร์ลักษิตานนท์  ผอ.โรงเรียนสายธรรมจันทร์กล่าวรายงานถึงการดำเนินงานในครั้งนี้ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้เด็กนักเรียนกิจกรรมโครงงานเรื่องรวมพลังรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวกด้วยจิตสาธารณะ ในวิชาการปกครองท้องถิ่นของไทย กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนักเรียนเข้าร่วมโครงการ จำนวน 80 คนเพื่อให้ส่งเสริมนักเรียนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวกโดยวิธีการทำโครงงานนักเรียนได้เลือกทำโครงงานจำนวน 6 เรื่องได้แก่เรื่องเมืองสองฝั่งคลองสะอาด เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเรื่องประวัติศาสตร์รุ่งเรือง เพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเรื่องการเมืองท้องถิ่นเข้มแข็งเพื่อเสริมเสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในท้องถิ่น เรื่องร่วมแรงสร้างเศรษฐกิจเพื่อนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันเรื่องวิถีชีวิตตลาดน้ำ เพื่ออนุรักษ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นและเรื่องเรียนรู้ธรรม น้ำความคิดเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมสำหรับเยาวชนและและประชาชนในท้องถิ่น
       การดำเนินงานคือนักเรียนได้สำรวจปัญหาและศึกษาความรู้จากวิทยากรท้องถิ่นโดยการสัมภาษณ์ และล่องเรือศึกษาแหล่งน้ำคลองดำเนินสะดวกตั้งแต่ประตูน้ำบางนกแขวก ถึงประตูน้ำบางยาง
และนำความรู้มาสร้างบทเรียนการ์ตูนเผยแพร่เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวก สถาบันการศึกษา  คณะครู   นักเรียน   และชุมชนได้เล็งเห็นถึงการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ร่วมมือร่วมใจแสดงออกถึงการรักชาติ  และอนุรักษ์ท้องถิ่นด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้แก่เยาวชนให้มีทักษะกระบวนการคิดพร้อมทั้งการแก้ปัญหาตลอดจนทำงานเป็นทีมเพื่อการมีส่วนร่วมกับชุมชนด้วยจิตสาธารณะ
และดำรงค์ใว้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตสำรับโครงการรวมพลังรักษ์ท้องถิ่นดำเนินสะดวกด้วยจิตสาธารณะ
 เป็นสิ่งที่ดีที่เยาวชนและประชาชนมีจิตสำนึกและปฎิบัติตนในวิถีชิวิตประชาธิปไตยที่ถูกต้องดีงาม
ที่มีความรักชาติ รักท้องถิ่นและมีคุณธรรม

นักโทษเรือนจำกลางราชบุรีก่อจลาจล

นักโทษเรือนจำกลางราชบุรีก่อจลาจล ผลตาย 2 เจ็บอีกนับไม่ถ้วน
             เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 17 ก.พ. 54
เจ้าหน้าที่ห้องวิทยุของสภ.เมืองราชบุรี ได้รับแจ้งจากเรือนจำกลางราชบุรี
ว่า ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุนักโทษก่อจลาจลภายในเรือนจำ
ภายหลังรับแจ้ง พ.ต.อ.อาคเนย์  แดงด้อมยุทธ์  ผกก.สภ.เมืองราชบุรีได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยอส.และเจ้าหน้าที่มูลนิธิราชานุสรณ์กว่า 100 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์แต่เนื่องจากกลุ่มของนักโทษที่ก่อจลาจลในแดน 4 นั้นมีกว่า 100 คนเจ้าหน้าที่ของกรมราชฑัณฑ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเกลี่ยกล่อมให้นักโทษทที่กำลังขว้างปาข้าวของรวมทั้งขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายรายได้หยุดและให้ขึ้นเรือนนอนแต่มีนักโทษชายกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นหัวโจ๊กในการก่อจลาจลในครั้งนี้ประมาณ
40 คน ยังไม่ยอมที่จะขึ้นเรือนนอนและพยายามที่จะใช้อาวุธมีดที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ จนทำให้เจ้าหน้าที่ราชฑัณฑ์ต้องตัดสินใจหยุดกลุ่มนักโทษเหล่านี้ด้วยอาวุธปืน
จนทำให้มีนักโทษเสียชีวิตทันที 2 ราย ทราบชื่ต่อมาคือนักโทษชายเดชะ  จรสุข อายุ 32 ปี
นักโทษคดียาเสพติดที่ถูกส่งตัวมาจากเรือนจำคลองเปรม  และนักโทษชายจืดเกิดศรีเล็ก  อายุ 31 ปี  นักโทษในคดียาเสพติดและสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง   โดยมี
พล.ต.ต.เพชรัตน์  แสงไชย  ผบก.ภ.จว.ราชบุรี  นายณรงค์  พลละเอียดรองผุ้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี  นายครรลอง  ยุทธชัย  ปลัดจังหวัดราชบุรีและนายสมบูรณ์  ศิริเวช  นายอำเภอเมือง เข้าควบคุมสถานการณ์ด้วย
        จากการสอบสวนในเบื้องต้นนั้น นายสุรชัย  พุ่มแก้วผู้บัญชาการเรือนจำกลางราชบุรี  ได้เปิดเผยว่า
สาเหตุนั้นเริ่มมาจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของเรือนจำไปตรวจพบว่า รั้วลวดหนามด้านหลังของแดน 4 นั้นถูกตัดขาด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตั้งกรรมการสืบสวนหาคนที่มาตัดรั้วลวดหนามให้ได้ภายใน3 วัน  และในช่วงเวลา16.00 น.ของวันเดียวกันซึ่งเป็นเวลาที่นักโทษจะต้องขึ้นเรือนนอน
แต่กลับไม่ยอมขึ้น และเริ่มก่อหวอดโดยการขว้างปาสิ่งของทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักคือเริ่มการเจรจาและขอร้องให้นักโทษขึ้นเรือนนอนแต่มีนักโทษกลุ่มของผู้ตายซึ่งมีอยู่ประมาณ 40 คนได้พยายามที่จะยุยงให้นักโทษคนอื่นๆไม่ให้ทำตามเจ้าหน้าที่และยังเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่จึงทำให้ต้องใช้มาตรการหนักคือวิสามัญเพื่อหยุดการกระทำของกลุ่มนักโทษเหล่านี้ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกตั้งแต่ย้ายเรือนจำกลางจากในตัวอำเภอเมืองมาอยู่ที่หมู่ 6 ต.น้ำพุ อ.เมือง  เกือบสิบปีแล้ว
ส่วนนักโทษที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ได้ทำการแยกกักขังและจะได้ทำการสอบสวนเพื่อลงโทษสถานหนักต่อไป