บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

น้ำป่าที่สวนผึ้งยังแรง

  น้ำป่าที่สวนผึ้งยังแรง ส่วนนักท่องเที่ยวที่ติดในรีสอร์ทถูกนำออกมาแล้ว
              ล่าสุดน้ำป่าที่อำเภอสวนผึ้ง จ.ราชบุรี ยังคงไหลเชี่ยวรุนแรงพัดคอสะพานขาด 4 ตัว ถนนขาดหลายสาย ส่วนที่สะพานข้ามแม่น้ำลำภาชีไปยังอำเภอสวนผึ้งนั้นขณะนี้น้ำปริ่มคอสะพาน ทางจังหวัดหวั่นสะพานจะทรุดตัวเตรียมประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในอำเภอสวนผึ้งให้หลีกเลี่ยงเพื่อไปใช้เส้นทางอื่นพร้อมกับประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่ 5 อำเภอคือ อำเภอสวนผึ้ง อำเภอจอมบึง อำเภอปากท่อ อำเภอเมือง  และอำเภอโพธาราม  นอกจากนี้บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยสุดที่บ้านตะโกล่าง ต.สวนผึ้ง อ่างเริ่มร้าวเพราะปริมาณน้ำเยอะ ทางผู้นำชุมชนได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เตรียมขนย้ายข้าวของออกนอกพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
        ด้านกรมการทหารช่างจ.ราชบุรี ได้นำสะพานเหล็กมาทอดเพื่อให้ประชาชนได้สันจรชั่วคราวที่บริเวณสะพานที่ขาดทั้งหมด พร้อมทั้งนำกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ถุกน้ำท่วมโดยร่วมกับหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ จ.ราชบุรี ใกล้เคียงกว่า 5 หน่วย
          ส่วนนักท่องเที่ยวที่ยังติดค้างในสวนผึ้งคันทรีฮิลล์รีสอร์ท จำนวน 40 คนทางเหล่ากาชาดจังหวัดราชบุรี ได้นำอาหารพร้อมกับน้ำดื่มส่งเข้าไปให้โดยใช้เชือกสลิงดึงของส่งไปให้  แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้นำเรือขาดใหญ่เข้าไปทำการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ทั้งหมดออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว  
        สำหรับฝนนั้นขณะนี้ก็ยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่องทำให้ปริมาณน้ำป่าที่ไหลลงมาจากเทือกเขานั้นยังมากอยู่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปทำการสำรวจพื้นที่ความเสียหายเพื่อจะได้เข้าไปทำการซ่อมแซมในช่วงที่ฝนหยุดตกแล้ว   

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

บุกป่าไม้ราชบุรี

ชาวจ.ประจวบฯบุกป่าไม้ราชบุรี ทวงถามการระงับโรงถลุงเหล็ก
นายวิฑูรย์ บัวโรย และนายสุพจน์ ส่งเสียง แกนนำกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันต์ ได้นำชาวบ้านใน ต.แม่รำพึง กว่า 200 คน เดินทางมาที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ซึ่งตั้งอยู่เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง จ.ราชบุรี เนื่องจากป่าไม้ที่ 10 ราชบุรี นั้นคุมพื้นที่ทั้งหมด 9 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ราชบุรี จ.กาญจนบุรี จ.นครปฐม จ.สุพรรณบุรี จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี และจ.ประจวบฯ เพื่อยื่นหนังสือทวงถามเรื่องที่อธิบดีกรมป่าไม้ได้มีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน นส.3 ก จำนวน 52 แปลง ที่ ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นที่ดินที่กำลังมีการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กของเครือสหวิริยา โดยให้บังคับใช้กฎหมายของป่าไม้มาตรา 25 มาตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.53 ที่ผ่านมา แต่จนถึงตอนนี้กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงยังไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งการมาทวงถามในครั้งนี้ทางกลุ่มฯได้ไปยื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลมาก่อนหน้านี้แล้ว และกลับมายื่นที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ราชบุรี
 โดยมีนายเอิบ เชิญสะอาด รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ได้มารับหนังสือและเชิญตัวแทนของกลุ่มเข้าไปพุดคุย โดยตัวแทนของกลุ่มฯนั้นได้อธิบายถึงพื้นที่ที่ได้ทำการต่อต้านกันมาแล้วกว่า 6 ปี ว่าเป็นพื้นที่ป่าพรุและเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแต่กลับมีนายทุนเข้าไปบุกรุกทำลายป่าพรุแม่รำพึงและทำการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กโดยอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องทำให้ชาวบ้านในต.แม่รำพึง ลุกขึ้นมาต่อต้านและสุดท้ายทางอธิบดีกรมป่าไม้ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้งหมดเพราะตรวจสอบแล้วว่าได้มาอย่างไม่ถูกต้อง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไรในพื้นที่เนื่องจากเรื่องทั้งหมดนั้นมาค้างอยู่ที่ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ราชบุรี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของป่าไม้ที่ 10 ก็ได้พยายามอธิบายให้ชาวบ้านที่มาทวงถามว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เนื่องจากทางผู้ประกอบการโรงงานถลุงเหล็กได้ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ระงับการเพิกถอนสิทธิ์ในที่ดินในต.    แม่รำพึง และขอความคุ้มครองชั่วคราว แต่ทางชาวบ้านที่มาต่างก็แสดงความไม่พอใจและยื่นคำขาดให้เจ้าหน้าที่ของป่าไม้ที่ 10 ไปแจ้งความดำเนินคดีกับทางผู้ประกอบการโรงงานถลุงเหล็กที่ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยมิชอบตามที่อธิบดีกรมป่าไม้มีคำสั่ง ภายใน 3 วัน ซึ่งถ้าไม่มีการแจ้งความใดๆทางตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง จะแจ้งความเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ฐานละเลยการปฎิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 พร้อมกับทำการเผาโลงศพเพื่อสาปแช่งเจ้าหน้าที่ที่คอรับชั่นที่บริเวณหน้าสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 ก่อนจะเดินทางกลับจ.ประจวบฯ

กิจกรรมฟื้นฟูและปรับทัศนียภาพ

กิจกรรมฟื้นฟูและปรับทัศนียภาพคลองรางสีหมอก
         การประปาส่วนภูมิภาค อำเภอดำเนินสะดวกจ.ราชบุรี   จัดโครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่กลอง  ฉลอง 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในกิจฟื้นฟูและปรับทัศนียภาพบริเวณคลองรางสีหมอก ที่โรงเรียนบ้านรางสีหมอก อำเภอดำเนินสะดวก  โดยมี นายณรงค์ พลละเอียด รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่กลอง  ในกิจฟื้นฟูและปรับทัศนียภาพบริเวณคลองรางสีหมอก ที่ทางการประปาส่วนภูมิภาค อำเภอดำเนินสะดวกได้จัดขึ้น   มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดชทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา รวมถึงเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ตามวิสัยทัศน์นโยบายน้ำแห่งชาติ โดยเน้นการมีส่วนของภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคส่วนสังคมชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนลุ่มน้ำแม่กลอง รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู แม่น้ำลำคลองในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เพื่อลดภัยพิบัติจาก น้ำแล้ง น้ำเสีย และการเกิดตะกอนดินทรายทับถม สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน เยาวชน ช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนา แม่น้ำ คูคลอง ตลอดจนให้ตระหนัก ถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลา โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ปลาจำนวน 10000 ตัว จากสำนักงานประมงอำเภอดำเนินสะดวก และ การเก็บวัชพืชบริเวณท่าน้ำโรงเรียนบ้านรางสีหมอก และเก็บวัชพืชในแม่น้ำคูคลองในเขตอำเภอดำเนินสะดวก ซึ่งทางรองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้นำส่วนราชการในพื้นที่ร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพียงกัน

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

เวทีเสื้อแดงที่ราชบุรี

เวทีเสื้อแดงที่ราชบุรี แกนนำดังแห่ร่วมเพียบ

กลุ่มคนเสื้อแดงจากจังหวัดราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ทยอยมาร่วมงานประมาณ 500 คน โดยรวมตัวกันที่บริเวณพื้นที่ว่างริมถนนสายกาญจนบุรี-บ้านโป่ง หมู่ 15 ต.ปากแรต อ.บ้านโป่ง เพื่อเปิดเวทีปราศรัย โดยมีแกนนำคนสำคัญเช่นนาย จตุพร พรหมพันธุ์ ดร.สุนัย จุลพงศธร ดร.อภิวัน วิริยะชัย นายแพทย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช นายแพทย์ประสงค์ บูรณะพงศ์ แป๊ะ บางสนาน วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ รังสี เสรีชัย และพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ได้ทยอยขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวโจมตีว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ ฆ่าประชาชนและเรียกร้องไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมปรองดองตามที่รัฐบาลปัจจุบัน ได้เรียกร้องที่จะให้เกิดความปรองดองและสมานฉันท์ ภายในงานได้มีการขายโต๊ะจีนให้กับประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียวจำนวน 120 โต๊ะๆละ 2000 บาทเพื่อนำเงินที่ได้มาสร้างกิจกรรม โดยทางนายครรลอง ยุทธชัย นายอำเภอบ้านโป่ง ร่วมกับทาง พ.ต.อ.สมเดช ธิตวัฒนสกุล ผกก.นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมทั้ง อาสาสมัครเพื่ออำนวยความสะดวกและป้องกันมือที่ 3 เข้ามาสร้างปัญหา กว่า 100 นาย
นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนคนเสื้อแดงให้ไปร่วมในงานให้จัดงาน ปูเสื้อกินข้าว เล่าเรื่องให้ฟังกัน โดยจะเริ่มด้วยการออกกำลังกายเต้นแอร์โรบิคร่วมสมัย หลังจากนั้นก็นั่งพักผ่อนและร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งแต่ละคนจะนำเสื่อมาปูและนำอาหารมามานั่งร่วมรับประทานกัน เพื่อความสนุกสนาน และร่วมแสดงความคิดเห็น เล่าเรื่องราวและความรู้สึก เหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งจะจัดขึ้นที่บริเวณสนามกีฬากลางราชบุรี ในเวลา 16.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2553 โดยในวันดังกล่าวภายในสนามกีฬากลางยังได้มีการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 นัดปิดสนามระหว่างราชบุรีเอฟซี กับสมุทรปราการ เอฟซีซึ่งมีการเชิญนายสรอรรถ กลิ่นประทุม และทีมงานพรรคภูมิใจไทย มาร่วมปิดการแข่งขันอีกด้วย

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

ครอบครัวช่างศิลป์ร้อง



ครอบครัวช่างศิลป์ร้องขอความช่วยเหลือเลี้ยงลูก 4 คน แม่อีก 1 ตนเองป่วยเป็นเนื้องอกในปอดวอนเพื่ออนาคตลูก

นางนํ้าทิพธ์ กําพลศักดิ์ อายุ 40 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตําบลรางบัว อําเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เปิดเผยถึงการประสบปัญหาในชีวิต เรื่องโอกาสการศึกษาในอนาคตของลูก 4 คน มารดาที่ป่วยเป็นโรคเจ็บหัวเข่า และความดัน ขณะนี้ตนกลางเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากสามีที่เคยทําอาชีพช่างเขียนภาพจิตกรรมฝาผนังโบสถ์ตามวัด ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ตนเองป่วยเป็นโรคปอดติดเชื้อแพทย์โรงพยาบาลเอ็กซเรย์พบก้อนเนื้องอกในปอด เวลาไอรู้สึกเจ็บหน้าอกมาก แพทย์นัดผ่าตัดชิ้นเนื้อตรวจวินิจฉัยวันที่ 30 กันยายนนี้ ขณะที่ตนทํางานโรงงานผลิตนํ้าผลไม้ได้ค่าแรงวันละ 165 – 200 บาท ค่าใช้จ่ายไม่พอกับความเป็นอยู่ทําให้ลําบากมาก บ้านที่อยู่ก็อาศัยบ้านเถ้าแก่ซึ่งเป็นอดีตนายจ้างของสามี ที่ให้อยู่โดยมีคิดค่าใช้จ่าย แต่ที่เป็นหวงมากคือลูก 4 คน โดยลูกสาวคนโต คือ น.ส.นํ้าเพชร กําพลศักดิ์ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม. 3 โรงเรียนชุมชนวัดรางบัว และคนรอง ด.ญ.พลอยรุ้ง อายุ 13 ปี ชั้น ม. โรงเรียนเดียวกัน เนื่องคนโตต้องย้ายตามพ่อแม่ไปวาดภาพบ่อยจึงต้องเรียนช้ากว่าคนรอง ส่วนลูกคนที่ 3 คือเด็กชายพีรภัทร์ กําพลศักดิ์ อายุ 6 ขวบ อยู่ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนชุมชนวัดรางบัว ส่วนน้องคนที่ 4 เด็กชายเชษฐพร กําพลสักดิ์ อายุ 1 ขวบ 1 เดือน ต้องอยู่กับนางทองเหรียญ บัวขาว อายุ 73 ปี ผู้เป็นยายดูแลยามที่ตนไปทํางานรับจ้าง
ซึ่งลูกคนที่ 3 – 4 และคนโตมีความสามารถในการวาดภาพจิตกรรมฝาผนัง และปั่นรูปโดยใช้เศษกระดาษผสมกับกาวลาเท็กให้เป็นรูปตัวละครได้อย่างสวยงามตามรอยพ่อ นอกจากนี้ลูกคนโตและคนรอง ปิดเทอมหน้านี้ทางโรงเรียนจะให้วาดภาพกําแพงโรงเรียน เพราะเห็นว่ามีความสามารถ โดยเมื่อวันแม่แห่งชาติลูกทั้ง 3 คน ได้รับรางวัลวาดภาพดีเด่น ในหัวข้อ “ ความคิดของลูกที่ดีต่อแม่ ” อีกทั้งลูกสาวทั้ง 2 ยังรับจ้างซักผ้าในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ตะกล้าละ 50 บาท จะมีเพื่อนบ้านนํามาซัก เพื่อช่วยเหลือครอบครัว ในขณะที่ลูกชายคนเล็กมีร่างกายเล็กกว่าปกติ เพราะต้องให้อดนมมาตั้งแต่อายุ 7 เดือน
นางนํ้าทิพธ์ กําพลศักดิ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ตนทํางานมีรายได้น้อยวันละ 165 บาท หากวันไหนมีล่วงเวลาจะได้ 200 บาท และต้องหารายได้โดยการทําเสริมสวยให้กับคนในหมู่บ้านได้หัวละ 100 บาท แต่ได้นาน ๆ ครั้ง รายได้จึงไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งปีหน้าลูกสาวคนโตและคนรองต้องเดินทางไปเรียนในตัวเมืองราชบุรี หากตนป่วยเป็นโรคร้ายจริง ลูกทั้ง 4 จะหมดโอกาสทางการศึกษา อีกทั้งแม่ที่ป่วยก็จะไม่มีใครเลี้ยงดู ส่วนตนก็จะเดินทางไปหาหมอบ่อยเดือนละ 2 ครั้ง และต้องหยุดงานทําให้ถูกตัดค่าแรง แม้ว่าค่ายาจะใช้บัตร 30 บาท แต่ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง จึงวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ
นายอธิพล อร่ามศิริรุจิเวทย์ ครูโรงเรียนชุมชนวัดรางบัวเป็นครูผู้สอน กล่าวว่า น.ส. นํ้าเพชร ด.ญ.พลอยรุ้ง ร่วมถึเป็นนักเรียนมีครอบครัวที่น่าสังสาร ความสามารถเรื่องการเรียน เก่งทั้งด้านดนตรีวงดุริยาง ศิลปะวาดภาพ การประดิษฐ์ จะทําได้ดี และยังเป็นนักกีฬาเปตองของโรงเรียนด้วย การเรียนอยู่ในเกรดดีมาก เป็นที่ชื่นชมของครู อาจารย์มาก เพราะมีความตั้งใจในการเรียนสูงมาก เวลานี้เป็นห่วงเรื่องการศึกษาเพราะความเป็นอยู่ในครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน


หมายเลขบัญชี / นางนํ้าทิพย์ กําพลศักดิ์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาศรีสุริยะวงศ์ราชบุรี 447 – 2 – 165505
  


ในวันนี้(14 ก.ย.53) เวลา 11.30 น. นางกรองกาญจน์  โกมลภมร  นายกเหล่ากาชาดจ.ราชบุรี ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  และอำเภอจอมบึง ได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของนางน้ำทิพย์ที่บ้านพร้อมกับมอบข้าวสารอาหารแห้งและมอบเงินช่วยเหลือให้จำนวนหนึ่งเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์ในการเปิดร้านเสริมสวยที่บ้านเพราะเดิมนั้นนางน้ำทิพย์นั้นเป็นช่างทำผมอยู่แล้ว แต่ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์จึงต้องไปทำงานในโรงงานแทนเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ส่วนเรื่องของการรักษาพยาบาลที่นางพรทิพย์จะต้องไปทำการผ่าตัดในวันที่ 30 ก.ย.53 นั้นทางกาชาดก็จะช่วยดูแลประสานในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลและช่วยเหลือครอบครัวในช่วงที่นางน้ำทิพย์นั้นยังทำงานไม่ได้ด้วย