บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ราชบุรี เร่งพัฒนาศักยภาพท่องเที่ยวที่ห้วยกระบอก

จังหวัดราชบุรีเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก
ที่ศาลามูลนิธิประโยชน์มวลชนห้วยกระบอก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “ผู้ว่าฯ พาเยือนชุมชน” โดยมี นางกาญน์กุระ ฮัยสคาเนน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี นายเกียรติศักดิ์ หอมเย็นใจ นายอำเภอบ้านโป่ง และนายชูเกียรติ วงษ์พิทักษ์โรจน์ นายกเทศบาลตำบลห้วยกระบอก เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วยผู้นำท้องถิ่น ประชาชน และเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชน
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ผู้ว่าฯ ราชบุรีได้นำคณะเยี่ยมชม “ชุมชนห้วยกระบอก” และ “ชุมชนจีนแคะโบราณห้วยกระบอก” ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต โดยเริ่มจากการสักการะ ศาลเจ้าชั้มชั้นเกล็ดหว่อง หรือศาลเจ้าพ่อสามภูเขา ซึ่งมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมจีนและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน จากนั้น คณะได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์อาหารพื้นถิ่น เช่น “ขาหมูห้วยกระบอก” เมนูขึ้นชื่อที่สืบทอดสูตรดั้งเดิมมาหลายชั่วอายุคน และ “หว่องฟ้ามู่ปั้น” ขนมโบราณหายากของชาวจีนแคะ ซึ่งถือว่ามีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย พร้อมชมการสาธิตวิธีทำจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสืบสานและเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับพื้นที่ใกล้เคียง เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างความหลากหลายให้แก่เส้นทางท่องเที่ยวราชบุรี ตลอดจนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม
โครงการ “ผู้ว่าฯ พาเยือนชุมชน” ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดราชบุรี แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของราชบุรีให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ราชบุรีจัดโครงการสืบสานวัฒนธรรม เชื่อมความสามัคคี 8 ชาติพันธุ์

สภาวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี จัดโครงการสืบสานวัฒนธรรม เชื่อมความสามัคคี 8 ชาติพันธุ์ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
- ที่โรงยิมเนเซี่ยมจังหวัดราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี สภาวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี จัดโครงการ “สืบสานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี” เพื่ออนุรักษ์ พัฒนา และเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป โดยมี นางวริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางสาวกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
นายสุธีร์ เล้าศศิวัฒนพงศ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการรวมพลังของชนเผ่า 8 ชาติพันธุ์ในจังหวัด ได้แก่ ไทยพื้นถิ่น, ไทยลาวเวียง, ไทยมอญ, ไทยทรงดำ, ไทยเขมรลาวเดิม, ไทยจีน, ไทยกะเหรี่ยง และไทยวน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ควรได้รับการรักษาและส่งเสริมให้คงอยู่ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นยังคงมีบทบาทสำคัญในการเป็นรากฐานทางจิตใจ สร้างความรัก ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน การจัดโครงการครั้งนี้จึงเป็นเวทีให้คนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสืบทอดสิ่งดีงามที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้
ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ อาทิขบวนเดินเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10ขบวนแห่ 8 ชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรีซุ้มอาหารพื้นถิ่น 4 ชาติพันธุ์ ให้ผู้ร่วมงานได้ชิมและเรียนรู้สูตรดั้งเดิมการสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น งานหัตถกรรม เครื่องจักสาน และศิลปะพื้นบ้าน การแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์การจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน เครือข่ายวัฒนธรรม และประชาชนได้ร่วมมือกันผลักดันการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดราชบุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความสามัคคีและความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ราชบุรี เปิดโครงการปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว

เปิดโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปีที่ 2 ถ่ายทอดองค์ความรู้ สืบสานคุณค่าข้าวไทยวิถีชีวิตแบบพอเพียงเชื่อมโยงกับศาสตร์พระราชา
ที่บริเวณข้างที่ว่าการกำนันตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นายเฉลิม นวมนิ่ม สหกรณ์จังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปีที่ 2 โดยมีพระครูสังฆรักษ์ สายชล ฐิตสาโร เจ้าอาวาสวัดเกาะลอย คณะครู นักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก นายธวิทย์ กุศลอภิบาล ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมการปลูกข้าว การอนุรักษ์พันธุ์ข้าว และการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว ตำบลเกาะพลับพลา และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้แก่เยาวชน ผ่านกิจกรรมลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การดำนา การเรียนรู้เรื่องสายพันธุ์ข้าว การสาธิตแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว และการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนา ทั้งนี้ โครงการยังเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกร และการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าว เช่น ประเพณีแรกนาขวัญ การทำข้าวเม่า และการสวดมนต์ข้าวใหม่ เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่าของข้าวไทย และความสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางอาหาร
กิจกรรมในปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมีการติดตามผลจากโรงเรียนที่เข้าร่วม พบว่าเด็กมีความเข้าใจในกระบวนการผลิตข้าวมากขึ้น และเริ่มสนใจวิถีชีวิตแบบพอเพียงซึ่งเชื่อมโยงกับศาสตร์พระราชา

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ราชบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน มอบถุงยังชีพช่วยเหลือครัวเรือนยากจน

สพอ.ดำเนินสะดวก บูรณาการความร่วมมือกับเหล่ากาชาดจังหวัดราชบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน มอบถุงยังชีพช่วยเหลือครัวเรือนยากจน 6 ตำบล รวม 10 ครัวเรือน มุ่งขจัดความยากจนแบบพุ่งเป้า พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอดำเนินสะดวก (สพอ.ดำเนินสะดวก) ได้ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดราชบุรี ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดราชบุรี และหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จัดกิจกรรมลงพื้นที่เยี่ยมเยียนครัวเรือนยากจน และครัวเรือนเป้าหมายในระบบ TPMAP และ Thai QM เพื่อมอบถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งให้คำแนะนำและวางแผนการพัฒนาเชิงบูรณาการให้เหมาะสมกับบริบทครัวเรือน โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายสุวิชาติ นวมเพ็ชร นายอำเภอดำเนินสะดวก เป็นผู้นำคณะในการลงพื้นที่ พร้อมด้วย นางนวลนิตย์ สังข์กระแสร์ พัฒนาการอำเภอดำเนินสะดวก, นางกิตติ์รวี อภิสินรุ่งโรจน์ รองนายกกิ่งกาชาดอำเภอดำเนินสะดวก และประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอดำเนินสะดวก รวมถึงเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนในแต่ละตำบล เข้าร่วมปฏิบัติงานอย่างพร้อมเพรียง แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ 6 ตำบล รวมทั้งหมด 10 ครัวเรือน ได้แก่ ตำบลสี่หมื่น จำนวน 1 ครัวเรือน ตำบลตาหลวง จำนวน 1 ครัวเรือน ตำบลขุนพิทักษ์ จำนวน 4 ครัวเรือน ตำบลดอนไผ่ จำนวน 2 ครัวเรือน ตำบลดอนคลัง จำนวน 1 ครัวเรือ ตำบลดอนกรวย จำนวน 1 ครัวเรือน
ครัวเรือนเป้าหมายเหล่านี้เป็นครัวเรือนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง มีปัญหาด้านรายได้ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง โดยคณะฯ ได้มอบถุงยังชีพซึ่งประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน พร้อมมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับทุกครัวเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ลำบากจนเกินไปในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน นอกจากการมอบสิ่งของและเงินช่วยเหลือแล้ว คณะผู้ปฏิบัติงานยังได้พูดคุยสอบถามข้อมูลสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละครัวเรือนอย่างใกล้ชิด เพื่อรวบรวมข้อมูลและจำแนกความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางครัวเรือนต้องการการสนับสนุนด้านอาชีพ บางครัวเรือนมีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่ต้องการบริการด้านสาธารณสุข หรือบางรายขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น พม., รพ.สต., ธกส., และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางช่วยเหลือในระยะยาว
นอกจากนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้เปราะบางในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาชุมชนในระดับตำบลให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน กิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของนโยบาย “การขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่เน้นการพัฒนาเชิงรุกแบบพุ่งเป้า ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากฐานข้อมูล TPMAP เป็นเครื่องมือในการระบุตัวตนของผู้เดือดร้อนอย่างแม่นยำ การดำเนินงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทร เพื่อให้เกิดสังคมไทยที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคต

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ราชบุรี-เด็กนักเรียนวอนคนขับเรือช่วยลดความเร็ว ลดเสียงและลดควันเพราะเรียนไม่รู้เรื่อง

เด็กนักเรียนวอนคนขับเรือช่วยลดความเร็ว ลดเสียงและลดควันเพราะเรียนไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านก็อยากจะให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในพื้นที่และอยากให้ทางเรือและชุมชนอยู่ร่วมกันได้
จากกรณีที่ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนมาจากเด็กนักเรียนชั้นประถมของโรงเรียนไกรประชานุกูล โรงเรียนเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ริมคลองตาหลวง หมู่ 6 ต.ตาหลวง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ว่าขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเรื่องเสียงเรือยนต์ที่พานักท่องเที่ยวมาไหว้หลวงพ่อแดงศักดิ์สิทธิ์ที่วัดปรกเจริญซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียน รวมทั้งยังเรื่องของควันจากท่อไอเสียเรือและเรือที่วิ่งเร็วจนทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดริมตลิ่งจนพังเสียหายมีหน่วยงานมาตรวจสอบหลายครั้งแต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม ทำให้ได้รับความเดือดร้อนมาก
ซึ่งหลังรับเรื่องร้องเรียน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดปรกเจริญ ซึ่งมีท่าเทียบเรือที่จะให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาไหว้หลวงพ่อแดง และได้พบกับนายประวิทย์ ทรัพย์สมบัติ กำนันตำบลตาหลวง ก็ได้นำผู้สื่อข่าวสำรวจในพื้นที่บริเวณริมคลอง ก็พบว่าบริเวณริมตลิ่งทั้งสองฝั่งคลองนั้นมีการทำเขื่อนกันน้ำซะตลิ่งพัง แต่ก็พบว่าเขื่อนที่ทำไว้นั้นเริ่มทรุดลงมาและบางแห่งก็พังทลายลงมา นอกจากนี้ยังมีเรือที่รับนักท่องเที่ยวจากตลาดน้ำดำเนินสะดวกมาไหว้พระที่วัดปรกจอดรออยู่ริมตลิ่ง เรือบางลำก็เพิ่งจะเข้ามา ซึ่งขับมาด้วยความเร็วจนทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ และมีเสียงดัง แต่เนื่องจากมีเรือที่จอดรอนักท่องเที่ยวพบว่ามีผู้สื่อข่าวไปดักรอทำข่าว ทำให้มีการส่งต่อข้อมูลไปยังพรรคพวกและให้ลดความเร็วลง ซึ่งผิดปกติกว่าทุกวันที่มีเรือทั้งขับเร็ว เสียงดัง และปล่อยควันดำลอยจนเหม็นคลุ้งไปทั่ว แต่ก็ยังมีบางลำที่ขับออกไปด้วยความเร็วทั้งๆที่มีนักท่องเที่ยวนั่งมาด้วย พร้อมปล่อยควันดำ
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามความเดือดร้อนจากเด็กนักเรียนคนหนึ่งในโรงเรียน(เบลอหน้าน้องด้วย ) ก็ให้ข้อมูลว่าทุกวันเสียงเรือที่แต่งท่อก็จะมีเสียงดังและทำให้เกิดควันดำ ซึ่งกระทบการเรียนจนบางครั้งคุณครูต้องหยุดสอนจนกว่าเสียงเรือจะเงียบไป ซึ่งตนเองอยากจะให้คนขับเรือนั้นอย่าแต่งท่อมันก็จะทำให้เสียงเบาลงและควันก็จะไม่ค่อยมีไม่สร้างมลพิษต่ออากาศ ซึ่งได้ยินเสียงและสูดควันจากท่อไอเสียเรือมาตั้งแต่เล็กๆแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกชินแต่ถ้าเรือเบาเสียงลงได้ก็น่าจะดี ในช่วงที่น้ำขึ้นเรือวิ่งเร็วทำให้คลื่นซัดน้ำเข้าไปในตัวบ้านเสื้อผ้าเปื้อนหมด ซึ่งก็อยากจะบอกว่าให้ช่วยเบาเรือลงหน่อยนะคะ
ด้านนายประวิทย์ ทรัพย์สมบัติ กำนันตำบลตาหลวง ก็บอกว่า เรื่องเรือเสียงดังและมีควันดำมีมานานแล้ว และเป็นสิ่งที่ควบคู่กับคลองมาจนชาวบ้านเอือมระอาแล้ว แม้ว่าจะมีหน่วยงานได้เรียกทั้งคนขับเรือและผู้ประกอบการท่าเรือไปพูดคุยหลายครั้ง ซึ่งก็ไม่สามารถแก้ปัญหาไม่ได้ เด็กนักเรียนก็ได้รับความร้อน ซึ่งเรือที่เสียงดังนั้นจะดังแสบหู บางครั้งที่น้ำขึ้นเรือวิ่งเร็วจนน้ำนั้นซัดเข้าไปในตัวบ้าน ซึ่งเรื่องนี้สามารถที่จะแก้ไขได้ แต่การแก้ไขก็จะได้แค่ 2-3 วัน หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม แต่ถ้าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะชุมชนจะต้องอยู่ควบคู่กับสิ่งแวดล้อมและแหล่งท่องที่ยวให้ได้ ที่ผ่านมาก็มีชาวบ้านหลายคนยอมที่จะขายบ้านแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นเพราะทนกับเสียงเรือที่ดัง ควันดำ และคลื่นที่ซัดเข้าไปในบ้านเพราะคนขับเรือเร็ว โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งช่วงนั้นควันดำก็จะเต็มคลอง
ซึ่งเรือท่องเที่ยวจะมีเวลาพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมในคลองดำเนินสะดวกเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยจุดสุดท้ายจะมาจบที่วัดปรกเจริญ และจะต้องเร่งทำเวลาเพื่อไม่ให้เกินเวลาที่นักท่องเที่ยวเหมามา ซึ่งทั้งที่เวลานั้นน่าจะขยับเลยไปได้ แต่คนขับเรือต้องการที่จะได้รอบเพิ่มในการวิ่งเรืออกมาจึงต้องทำความเร็ว ซึ่งสิ่งเรานี้ถ้ามีความเห็นใจซึ่งกันและกัน สิ่งเรานี้ก็จะแก้ไขปัญหาได้ ที่ผ่านมาก็มีการฟ้องร้องกันเรื่องที่เรือวิ่งเร็วทำให้น้ำเซาะตลิ่งพังมาแล้ว ซึ่งอยากจะให้คนขับเรือช่วยลดความเร็วสัก 300 เมตร ก่อนจะเข้ามาใกล้บริเวณโรงเรียน และตอนออกก็เบาเครื่องออกไป ไม่ใช่เร่งเครื่องกันเต็มสปีดและไม่มีขีดจำกัด ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านอยู่ยาก ที่ผ่านมาทางหน่วยงานก็เรียกประชุมทำข้อตกลง ซึ่งบรรยกาศในบริเวณนี้ก็จะดีอยู่แค่ 2-3 วัน หลังจากนั้นก็จะกลับมาสภาพเดิม อยากให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ ชาวบ้านก็อยากจะให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในพื้นที่และอยากให้ทางเรือและชุมชนอยู่ร่วมกันได้