บทความที่ได้รับความนิยม
-
เมืองโอ่ง จัด “เดิน–วิ่งต้านมะเร็ง ครั้งที่ 2” รวมพลังดูแลสุขภาพส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายพร้อมทั้งระดมทุนพัฒนาโรงพยา...
-
“มะพร้าวน้ำหอมลูกละ 2 บาท” สัญญาณเตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว บทเรียนซ้ำเกษตรกรไทยในวงจรล้นตลาด พึ่งพาทุนต่างชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิกฤ...
-
เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดตากแดดชมรมแอโรบิคประสพความสำเร็จไปแข่งขันระดับประเทศขาดชุดหมดทุนขอรับบริจาค วันที่ 6 มกราคม 2560 ท...
-
จัดงาน “วันสหกรณ์แห่งชาติ 26 กุมภาพันธ์ 2569” รวมพลังเกษตรกร สืบสานอุดมการณ์สหกรณ์ไทย ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี ตำบลเจดีย์หัก ...
-
ทศบาลตำบลห้วยชินสีห์จัดงานสืบสานประเพณีขึ้นเขาไกรลาส ย้อนรำลึกนางพันธุรัตน์และสังข์ทอง สำหรับการจัดงานประจำปี...
วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชบุรี จัดวันสหกรณ์แห่งชาติ รวมพลังเกษตรกร
จัดงาน “วันสหกรณ์แห่งชาติ 26 กุมภาพันธ์ 2569” รวมพลังเกษตรกร สืบสานอุดมการณ์สหกรณ์ไทย
ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสหกรณ์แห่งชาติจังหวัดราชบุรี ประจำปี 2569 โดยมีนายเฉลิม นวมนิ่ม สหกรณ์จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยนายธวิทย์ กุศลอภิบาล ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี จำกัด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสมาชิกสหกรณ์จากทั่วทั้งจังหวัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
การจัดงานครั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ผู้ทรงวางรากฐานและริเริ่มกิจการสหกรณ์ในประเทศไทย จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยมาจนถึงปัจจุบัน
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น สะท้อนพลังความร่วมมือของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดราชบุรี โดยช่วงเช้ามีพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ และพิธีตักบาตรอาหารแห้งเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเป็นพิธีวางพานพุ่มสักการะพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนอกจากนี้ ยังมีการจัดขบวนพาเหรดของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากหลายอำเภอ เพื่อแสดงถึงพลัง ความสามัคคี และศักยภาพของเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดราชบุรี รวมถึงกิจกรรมกีฬาสีเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความรักความผูกพันระหว่างสมาชิก และช่วงเย็นมีงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การจัดงานในปีนี้ไม่เพียงเป็นการรำลึกถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของขบวนการสหกรณ์ไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนบทบาทของสหกรณ์ในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ช่วยสร้างเสถียรภาพด้านการผลิต การตลาด และการเงินให้กับเกษตรกรในจังหวัดราชบุรี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน พร้อมตอกย้ำแนวคิด “การพึ่งพาตนเองและความร่วมมือ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสหกรณ์ไทยอย่างแท้จริง.
ราชบุรี มะพร้าวน้ำหอม 2 บาท เตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว
“มะพร้าวน้ำหอมลูกละ 2 บาท” สัญญาณเตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว บทเรียนซ้ำเกษตรกรไทยในวงจรล้นตลาด พึ่งพาทุนต่างชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมร่วงเหลือลูกละ 2 บาทในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล หากแต่สะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึกในระบบการค้าเกษตรไทย ภายใต้ภาพลวงตาว่าตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีน แต่ราคาหน้าสวนกลับตกต่ำสวนทาง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรายได้และความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำวังวนปัญหาเดิมของภาคเกษตรไทย “ปลูกได้ แต่ขายไม่ได้ราคา” ซึ่งมีต้นตอจากอำนาจต่อรองที่ไม่สมดุล กลไกราคาที่ไม่โปร่งใส และการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือ “ล้ง” เป็นช่องทางหลักในการระบายผลผลิต
นายประยูร วิสุทธไพศาล อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า ตนมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 600 ไร่ รวม 20 แปลง โดยราคาผลผลิตเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ต่อเนื่องถึงกุมภาพันธ์ 2569 “ช่วงเดือนมกราคมผลผลิตออกมากที่สุด แต่ยอดขายไม่ขยับ เพราะอากาศหนาว ความต้องการบริโภคลดลง ประกอบกับผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่ ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดระยะสั้น” อย่างไรก็ตาม หลังผ่านเทศกาลตรุษจีนและเข้าสู่ฤดูร้อน ปริมาณผลผลิตเริ่มลดลง คาดว่าช่วงมีนาคม-พฤษภาคม ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ลูกละ 10-15 บาท จากแรงแข่งขันรับซื้อของโรงงาน
สำหรับระดับราคาที่เกษตรกร “อยู่ได้” นายประยูร ระบุว่า ควรอยู่ที่ลูกละ 10 บาทขึ้นไป และไม่ควรต่ำกว่า 5 บาท แม้ในช่วงผลผลิตมาก เพราะต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 4-5 บาท หากต่ำกว่านี้จะเข้าสู่ภาวะขาดทุนทันที โดยเฉพาะสวนขนาดเล็ก แม้มะพร้าวน้ำหอมยังเป็นสินค้าที่ตลาดต่างประเทศต้องการสูง โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย แต่ราคาหน้าสวนกลับถูกกดต่ำ สะท้อนความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่อุปทาน
โครงสร้างการค้าปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากจึงต้องพึ่งพา “ล้ง” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจีนในการรับซื้อและส่งออก เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ราคาหน้าสวนจึงถูกปรับลดลงได้ง่าย แม้ราคาปลายทางหรือราคาส่งออกยังอยู่ในระดับที่ดี การที่ผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่ เปิดช่องให้ผู้ซื้อใช้จังหวะ “ล้นตลาดระยะสั้น” เป็นเครื่องมือกดราคา ขณะที่ข้อมูลราคาส่งออกและราคาปลายทางขาดความโปร่งใส ทำให้เกษตรกรไม่สามารถประเมินอำนาจต่อรองที่แท้จริงของตนเองได้
ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักผลไม้ปลอดภัยสารพิษเพื่อส่งออก หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายประยูร ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกกว่า 60 ราย รวมพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 1,000 ไร่ ช่วงที่ราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาทเกือบปี กลุ่มพยายามรับซื้อจากสมาชิกในราคาสูงกว่าล้งจีน 1-2 บาท เพื่อช่วยพยุงตลาด ล่าสุดกลุ่มรับซื้อที่ลูกละ 5 บาทแล้ว ขณะที่บางช่วงล้งจีนรับซื้อเพียง 4 บาท “เราไม่ปล่อยให้สมาชิกถูกกดราคาจนอยู่ไม่ได้” และทางกลุ่มเลือกไม่ทำตลาดผ่านทุนจีน โดยเฉพาะรูปแบบเหมาปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่กำหนดราคารับซื้อค่อนข้างต่ำ แต่หันไปกระจายสินค้าในตลาดเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงส่งจำหน่ายในห้างค้าปลีกภายในประเทศ และขยายสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สเปน และเยอรมนี ยกเว้นตลาดจีน
จุดแข็งสำคัญของกลุ่มคือการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic, USDA และสหภาพยุโรป (EU) ทำให้สามารถเจาะตลาดโรงพยาบาลและผู้ประกอบการสินค้าเพื่อสุขภาพได้โดยตรง แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคา ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร
ด้านต้นทุนการผลิต นายประยูร ระบุว่า กลุ่มหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลไก่ที่ผ่านมาตรฐาน รวมถึงเกลือและกากน้ำปลาเพื่อกระตุ้นการออกดอกติดผล ต้นทุนเพียง 300-400 บาทต่อกระสอบ เทียบกับปุ๋ยเคมีที่ราคากว่า 1,000 บาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก อย่างไรก็ตาม แม้ควบคุมต้นทุนได้บางส่วน แต่ภาพรวมรายได้ปีนี้ลดลงราว 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกตามกระแสราคาดีในอดีต ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและราคาปรับลดลงตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน
นายประยูร ยอมรับว่า ในช่วงแรกที่ทุนจีนเข้ามาในพื้นที่ ราคามะพร้าวอ่อนปรับตัวสูงขึ้นมาก สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายการปลูก แต่เมื่อผู้ผลิตเพิ่มขึ้นและผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น อำนาจต่อรองกลับตกอยู่ในมือผู้ซื้อ บางส่วนของทุนจีนเข้ามาเช่าพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่หลายร้อยไร่ ปลูกเอง ผลิตเอง และส่งออกเองครบวงจร ช่วงแรกตั้งราคารับซื้อสูงเพื่อดึงดูดตลาด เมื่อผลผลิตทั้งจังหวัดเพิ่มขึ้น ราคาก็ถูกปรับลดลงตามกลไกที่ผู้ซื้อควบคุมได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเงื่อนไขการซื้อขายและการชำระเงิน บางกรณีผู้ซื้ออ้างปัญหาเอกสารหรือขั้นตอนการส่งมอบเพื่อชะลอการจ่ายเงิน สร้างความเสียหายทางธุรกิจ ทำให้กลุ่มตัดสินใจยุติความร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยง
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือการสวมนอมินีและเครือข่ายนายหน้าคนไทยที่ทำงานให้ทุนจีน รับจ้างตัดมะพร้าวและรวบรวมผลผลิตส่งขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ โดยไม่ได้ดำเนินการตามระบบการค้าที่โปร่งใส ขณะเดียวกัน มีการกล่าวอ้างถึงการปลอมปนในบางโรงงานแปรรูปน้ำมะพร้าว โดยนำน้ำดื่มมาผสม ปรุงแต่งสี กลิ่น และความหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณก่อนส่งออก ซึ่งหากเป็นจริงอาจกระทบต่อภาพลักษณ์มะพร้าวไทยในตลาดโลก ตลาดที่เน้นราคาถูกอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับมาตรฐานมากนัก แต่ตลาดยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย มีข้อกำหนดเข้มงวดด้านความปลอดภัยอาหาร หากคุณภาพสินค้าไทยเสียหาย จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งอุตสาหกรรม
กรณีมะพร้าวน้ำหอมสะท้อนโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรไทย ที่ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการประกันราคา แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างตลาด สร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลราคา ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร และตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่อาจผิดกฎหมาย เช่น การสวมนอมินี “ถ้ายังปล่อยให้โครงสร้างราคาเป็นแบบนี้ ต่อให้ปีหน้าราคาดี สุดท้ายก็จะวนกลับมาที่ปัญหาเดิม” นายประยูรกล่าวทิ้งท้าย
วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง หากแต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจฐานรากไทย ที่ยังต้องเร่งปรับสมดุลอำนาจในห่วงโซ่อุปทาน ก่อนที่คำว่า “ล้นตลาด” จะกลายเป็นวังวนซ้ำซากไม่รู้จบของเกษตรกรไทย
วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชบุรี จัดเดินวิ่งต้านมะเร็ง รวมพลังดูแลสุขภาพ
เมืองโอ่ง จัด “เดิน–วิ่งต้านมะเร็ง ครั้งที่ 2” รวมพลังดูแลสุขภาพส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายพร้อมทั้งระดมทุนพัฒนาโรงพยาบาลโพธารามเสริมสร้างศักยภาพ
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศยามเช้าที่บริเวณเขื่อนหาดทรายริมแม่น้ำแม่กลอง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อประชาชนกว่า 1,400 คน ร่วมกิจกรรม “เดิน–วิ่ง เพื่อศรัทธา โรงพยาบาลโพธาราม วิ่งต้านมะเร็ง ครั้งที่ 2” ผสานพลังการออกกำลังกายกับการทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ น.ส.รัศมินท์ พฤกษาทร นายอำเภอโพธาราม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นพ.สิริ สิริจงวัฒนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโพธาราม คณะผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ และเครือข่ายภาคีทั้งภาครัฐ–เอกชน ร่วมแสดงพลังสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง
กิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน คือ ส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ และระดมทุนสมทบจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงพัฒนาศักยภาพการให้บริการของโรงพยาบาลโพธาราม เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ เดินเพื่อสุขภาพ 3 กิโลเมตร วิ่ง 5 กิโลเมตร และวิ่ง 10.5 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางอบอวลด้วยรอยยิ้ม เสียงเชียร์ และกำลังใจจากครอบครัวผู้ป่วย อาสาสมัคร และชุมชน สะท้อนภาพความร่วมมือของคนโพธารามที่พร้อมจับมือกันดูแลสุขภาพและพัฒนาระบบสาธารณสุขในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
กิจกรรมเดิน–วิ่งต้านมะเร็งครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬา แต่เป็นเวทีแห่งศรัทธา ความหวัง และการแบ่งปัน ที่ทุกก้าวล้วนมีความหมายต่อชีวิตของผู้ป่วยและคนในชุมชนอย่างแท้จริง.
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชบุรี ปลุกเสกวัตถุมงคลกลางเวหา เกจิดังร่วมอธิษฐานจิต
วัดดังราชบุรีจัดพิธีใหญ่ ปิดทองฝังลูกนิมิต–ปลุกเสกวัตถุมงคลกลางเวหา เกจิดังทั่วสารทิศร่วมอธิษฐานจิต เปิดถึง 22 ก.พ. 69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสศรัทธาหลั่งไหลสู่ วัดสุขอารีย์ธรรมาราม ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี หลังจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิตอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมชูไฮไลต์พิเศษ “ปลุกเสกวัตถุมงคลกลางเวหา” ที่สร้างความฮือฮาและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงสายบุญและนักสะสมวัตถุมงคล
พิธีปลุกเสกครั้งนี้มีความพิเศษ โดยใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์นำพระเกจิอาจารย์ขึ้นสู่กลางเวหา เพื่อประกอบพิธีอธิษฐานจิตเหนือท้องฟ้า ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบพิธีกรรมที่แปลกใหม่ สะท้อนถึงความตั้งใจของคณะผู้จัดงานในการจัดงานบุญครั้งสำคัญให้ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ
การอธิษฐานจิตได้รับความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมประกอบพิธีอย่างเข้มขลัง ได้แก่ พระครูปลัดมนัส เกจิอาจารย์ดังเมืองละโว้ หลวงพ่อเสือ กระทะเดือด จังหวัดสุรินทร์ หลวงพ่อแป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกหลายรูปที่ร่วมอธิษฐานจิต เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมทำบุญและผู้ที่บูชาวัตถุมงคลในครั้งนี้ งานปิดทองฝังลูกนิมิตครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา แต่ยังกลายเป็นศูนย์รวมพลังศรัทธาของประชาชนในพื้นที่อำเภอปากท่อและจังหวัดใกล้เคียง สร้างความคึกคักให้กับชุมชนและเศรษฐกิจโดยรอบอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ งานจะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมปิดทองลูกนิมิต สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสืบสานประเพณีอันดีงาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความเลื่อมใสศรัทธาที่อบอวลตลอดการจัดงาน
วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชบุรี เปิดเวทีรับฟังความเห็น ชุมชนเจ็ดเสมียน
แขวงทางหลวงชนบทราชบุรี เปิดเวทีรับฟังความเห็น ชุมชนเจ็ดเสมียน เดินหน้าบำรุงถนน รบ.4129 ย้ำโปร่งใส–ลดผลกระทบชุมชน
ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี แขวงทางหลวงชนบทราชบุรีจัดประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เกี่ยวกับโครงการบำรุงถนนซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีต ถนนสาย รบ.4129 แยกทางหลวงหมายเลข 3238 – บ้านเจ็ดเสมียน โดยมีนายสมบัติ อินทรพัฒน์ นายช่างโยธาชำนาญงาน แขวงทางหลวงชนบทราชบุรี เป็นประธานการประชุมการประชุมครั้งนี้มีนางณัฐจารี กองโชคปัญญา รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน นายเวชพิสุทธิ์ สุดใจ ผู้อำนวยการกองช่าง สมาชิกสภาเทศบาล นายสมิทธิ สุภาพพรชัย กำนันตำบลเจ็ดเสมียน นายวรากร หมื่นจำนงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.เจ็ดเสมียน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมเสนอแนะความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการ
นายสมบัติเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานบำรุงรักษาทางหลวงชนบท ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งแขวงทางหลวงชนบทราชบุรีได้ดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และประมาณราคาเรียบร้อยแล้ว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาถนนให้มีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยต่อการสัญจร พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอนการก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใส และลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
สำหรับโครงการบำรุงถนนสาย รบ.4129 จะเริ่มตั้งแต่บริเวณเทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน (หลังเก่า) ไปจนถึงบริเวณหน้าร้านแม่กิมฮวย รวมระยะทางประมาณ 550 เมตร ซึ่งคาดว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง ตลอดจนส่งเสริมการสัญจรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันจะดำเนินโครงการด้วยความรอบคอบ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาถนนสายสำคัญเส้นนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนอย่างแท้จริง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)














































