บทความที่ได้รับความนิยม
-
เมืองโอ่ง จัด “เดิน–วิ่งต้านมะเร็ง ครั้งที่ 2” รวมพลังดูแลสุขภาพส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายพร้อมทั้งระดมทุนพัฒนาโรงพยา...
-
“มะพร้าวน้ำหอมลูกละ 2 บาท” สัญญาณเตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว บทเรียนซ้ำเกษตรกรไทยในวงจรล้นตลาด พึ่งพาทุนต่างชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิกฤ...
-
จัดงาน “วันสหกรณ์แห่งชาติ 26 กุมภาพันธ์ 2569” รวมพลังเกษตรกร สืบสานอุดมการณ์สหกรณ์ไทย ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี ตำบลเจดีย์หัก ...
-
ระส่ำ! เกษตรกรโคนมกว่า 80 รายช็อก บริษัทยักษ์ใหญ่ตัดโควตาน้ำนมดิบกะทันหัน เสี่ยงเททิ้งวันละหลายตัน ผู้สื่อข่าวรายงานว...
-
เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดตากแดดชมรมแอโรบิคประสพความสำเร็จไปแข่งขันระดับประเทศขาดชุดหมดทุนขอรับบริจาค วันที่ 6 มกราคม 2560 ท...
วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569
ราชบุรีจัดประชุมวิชาการระดับชาติราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
จัดประชุมวิชาการระดับชาติ “ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงวิจัย ครั้งที่ 14” ดันนวัตกรรมเกษตร–เชื่อมรัฐ เอกชน ท้องถิ่น สู่การใช้ประโยชน์จริง
ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี สถาบันวิจัยและพัฒนา จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ “ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงวิจัย ครั้งที่ 14” ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์นวัตกรรม นำสู่เกษตรไทย เศรษฐกิจก้าวไกล สังคมไทยยั่งยืน” สะท้อนบทบาทมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
รองศาสตราจารย์ ดร.พีรเดช ทองอำไพ นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “ทิศทางการวิจัยเพื่อตอบโจทย์การเกษตรสมัยใหม่” ชี้ว่าการวิจัยยุคใหม่ต้องเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม และความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อุสายพันธ์ อธิการบดี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศ ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทรงเกียรติ อิงคามระธร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา กล่าวรายงานว่า ปีนี้มีผลงานวิจัยและผลงานวิชาการนำเสนอถึง 186 ผลงาน พร้อมนิทรรศการผลงานวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์อีก 20 ผลงาน ครอบคลุมด้านเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการพัฒนาท้องถิ่น ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หัวข้อ “ประเด็นที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยทำวิจัย เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน” เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายภาครัฐและเอกชนสะท้อนความต้องการจริง
ลด “ช่องว่าง” (Research Gap) ระหว่างงานวิจัยบนหิ้งกับการใช้งานในภาคสนาม นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบโล่นักวิจัยดีเด่น และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 5 องค์กรเครือข่าย ได้แก่ สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง สมาคมสื่อมวลชนราชบุรี และ สมาคมพัฒนาวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานวิชาการที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากและการพัฒนาท้องถิ่น
การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ระดับชาติ แต่ยังตอกย้ำบทบาท “ราชภัฏเพื่อท้องถิ่น” ที่มุ่งผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดนวัตกรรมเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.
วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชบุรี ระส่ำเกษตรกรโคนมกว่า 80 รายช็อก
ระส่ำ! เกษตรกรโคนมกว่า 80 รายช็อก บริษัทยักษ์ใหญ่ตัดโควตาน้ำนมดิบกะทันหัน เสี่ยงเททิ้งวันละหลายตัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิกฤตวงการโคนมปะทุ เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวนมในพื้นที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง กว่า 80 ราย รวมตัวหน้าบริษัท ราชบุรี เฟรช จำกัด หลังถูกคู่ค้ารายใหญ่ตัดโควตารับซื้อน้ำนมดิบแบบไม่ทันตั้งตัวตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 อ้างตรวจพบการปนเปื้อนน้ำในน้ำนม ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมดิบกว่า 40 ตันเสี่ยงไร้ปลายทางบรรยากาศเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเกษตรกรที่ต้องรีดนมทุกวันไม่สามารถหยุดการผลิตได้ หากไม่มีที่รับซื้อ นอกจากต้องเททิ้ง ยังเสี่ยงกระทบต่อสุขภาพวัวนมโดยตรง
นายเสกสรรค์ ธาราฉัตร เกษตรกรรุ่นที่ 2 เลี้ยงวัวกว่า 80 ตัว รีดนมได้วันละกว่า 500 กิโลกรัม เปิดเผยว่า ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา และยังมีสัญญาซื้อขายที่ทราบว่าจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 แต่กลับถูกตัดโควตาทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรหมุนตัวไม่ทัน“ถ้าพบว่านมบางคันไม่ได้คุณภาพ ควรตีคืนเฉพาะส่วนนั้น ไม่ใช่ตัดทั้งระบบ” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งของตลาดนมไทยที่ระบุว่าน้ำนมดิบไม่พอใช้ แต่กลับมีภาวะนมล้นตลาด และเกิดการกดราคารับซื้อจากเดิม 22.75 บาท เหลือเพียง 10–15 บาทต่อกิโลกรัมในบางช่องทาง
ด้านนายบุญญฤทธิ์ โจสรรนุสนธิ์ ผู้จัดการบริษัท ราชบุรี เฟรช จำกัด ยอมรับทั้งน้ำตาว่า บริษัทจะพยายามแบกรับภาระรับซื้อน้ำนมจากเกษตรกรได้เพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น พร้อมเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สหกรณ์โคนมหนองโพ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อหาทางออกเร่งด่วนเขายังตั้งคำถามถึงโครงสร้างตลาดนมที่อาจได้รับผลกระทบจากการนำเข้านมผง จนทำให้กลไกราคาเบี่ยงเบน และเปิดช่องให้เกิดการรับซื้อนอกระบบหรือที่เรียกว่า “นมผี” ซึ่งกระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตนมคุณภาพโดยตรงขณะนี้เกษตรกรเรียกร้องให้ภาครัฐ โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เร่งเข้ามาไกล่เกลี่ยและจัดหาแหล่งรับซื้อน้ำนมดิบโดยด่วน เพราะทุกวันที่ผ่านไปหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงที่อาชีพเลี้ยงโคนมในพื้นที่จะล้มทั้งระบบ
วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาของเกษตรกร 80 ครัวเรือน แต่สะท้อนคำถามใหญ่ต่อเสถียรภาพอุตสาหกรรมนมไทย ว่ากลไกตลาดกำลังปกป้องผู้ผลิตต้นทาง หรือปล่อยให้เป็นเหยื่อของเกมธุรกิจกันแน่
วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชบุรี จัดวันสหกรณ์แห่งชาติ รวมพลังเกษตรกร
จัดงาน “วันสหกรณ์แห่งชาติ 26 กุมภาพันธ์ 2569” รวมพลังเกษตรกร สืบสานอุดมการณ์สหกรณ์ไทย
ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสหกรณ์แห่งชาติจังหวัดราชบุรี ประจำปี 2569 โดยมีนายเฉลิม นวมนิ่ม สหกรณ์จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วยนายธวิทย์ กุศลอภิบาล ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี จำกัด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสมาชิกสหกรณ์จากทั่วทั้งจังหวัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
การจัดงานครั้งนี้สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ผู้ทรงวางรากฐานและริเริ่มกิจการสหกรณ์ในประเทศไทย จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยมาจนถึงปัจจุบัน
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น สะท้อนพลังความร่วมมือของขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดราชบุรี โดยช่วงเช้ามีพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ และพิธีตักบาตรอาหารแห้งเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเป็นพิธีวางพานพุ่มสักการะพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนอกจากนี้ ยังมีการจัดขบวนพาเหรดของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากหลายอำเภอ เพื่อแสดงถึงพลัง ความสามัคคี และศักยภาพของเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดราชบุรี รวมถึงกิจกรรมกีฬาสีเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความรักความผูกพันระหว่างสมาชิก และช่วงเย็นมีงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การจัดงานในปีนี้ไม่เพียงเป็นการรำลึกถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของขบวนการสหกรณ์ไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนบทบาทของสหกรณ์ในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ช่วยสร้างเสถียรภาพด้านการผลิต การตลาด และการเงินให้กับเกษตรกรในจังหวัดราชบุรี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน พร้อมตอกย้ำแนวคิด “การพึ่งพาตนเองและความร่วมมือ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสหกรณ์ไทยอย่างแท้จริง.
ราชบุรี มะพร้าวน้ำหอม 2 บาท เตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว
“มะพร้าวน้ำหอมลูกละ 2 บาท” สัญญาณเตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว บทเรียนซ้ำเกษตรกรไทยในวงจรล้นตลาด พึ่งพาทุนต่างชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมร่วงเหลือลูกละ 2 บาทในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล หากแต่สะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึกในระบบการค้าเกษตรไทย ภายใต้ภาพลวงตาว่าตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีน แต่ราคาหน้าสวนกลับตกต่ำสวนทาง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรายได้และความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำวังวนปัญหาเดิมของภาคเกษตรไทย “ปลูกได้ แต่ขายไม่ได้ราคา” ซึ่งมีต้นตอจากอำนาจต่อรองที่ไม่สมดุล กลไกราคาที่ไม่โปร่งใส และการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือ “ล้ง” เป็นช่องทางหลักในการระบายผลผลิต
นายประยูร วิสุทธไพศาล อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า ตนมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 600 ไร่ รวม 20 แปลง โดยราคาผลผลิตเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ต่อเนื่องถึงกุมภาพันธ์ 2569 “ช่วงเดือนมกราคมผลผลิตออกมากที่สุด แต่ยอดขายไม่ขยับ เพราะอากาศหนาว ความต้องการบริโภคลดลง ประกอบกับผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่ ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดระยะสั้น” อย่างไรก็ตาม หลังผ่านเทศกาลตรุษจีนและเข้าสู่ฤดูร้อน ปริมาณผลผลิตเริ่มลดลง คาดว่าช่วงมีนาคม-พฤษภาคม ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ลูกละ 10-15 บาท จากแรงแข่งขันรับซื้อของโรงงาน
สำหรับระดับราคาที่เกษตรกร “อยู่ได้” นายประยูร ระบุว่า ควรอยู่ที่ลูกละ 10 บาทขึ้นไป และไม่ควรต่ำกว่า 5 บาท แม้ในช่วงผลผลิตมาก เพราะต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 4-5 บาท หากต่ำกว่านี้จะเข้าสู่ภาวะขาดทุนทันที โดยเฉพาะสวนขนาดเล็ก แม้มะพร้าวน้ำหอมยังเป็นสินค้าที่ตลาดต่างประเทศต้องการสูง โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย แต่ราคาหน้าสวนกลับถูกกดต่ำ สะท้อนความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่อุปทาน
โครงสร้างการค้าปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากจึงต้องพึ่งพา “ล้ง” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจีนในการรับซื้อและส่งออก เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ราคาหน้าสวนจึงถูกปรับลดลงได้ง่าย แม้ราคาปลายทางหรือราคาส่งออกยังอยู่ในระดับที่ดี การที่ผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่ เปิดช่องให้ผู้ซื้อใช้จังหวะ “ล้นตลาดระยะสั้น” เป็นเครื่องมือกดราคา ขณะที่ข้อมูลราคาส่งออกและราคาปลายทางขาดความโปร่งใส ทำให้เกษตรกรไม่สามารถประเมินอำนาจต่อรองที่แท้จริงของตนเองได้
ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักผลไม้ปลอดภัยสารพิษเพื่อส่งออก หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายประยูร ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกกว่า 60 ราย รวมพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 1,000 ไร่ ช่วงที่ราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาทเกือบปี กลุ่มพยายามรับซื้อจากสมาชิกในราคาสูงกว่าล้งจีน 1-2 บาท เพื่อช่วยพยุงตลาด ล่าสุดกลุ่มรับซื้อที่ลูกละ 5 บาทแล้ว ขณะที่บางช่วงล้งจีนรับซื้อเพียง 4 บาท “เราไม่ปล่อยให้สมาชิกถูกกดราคาจนอยู่ไม่ได้” และทางกลุ่มเลือกไม่ทำตลาดผ่านทุนจีน โดยเฉพาะรูปแบบเหมาปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่กำหนดราคารับซื้อค่อนข้างต่ำ แต่หันไปกระจายสินค้าในตลาดเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงส่งจำหน่ายในห้างค้าปลีกภายในประเทศ และขยายสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สเปน และเยอรมนี ยกเว้นตลาดจีน
จุดแข็งสำคัญของกลุ่มคือการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic, USDA และสหภาพยุโรป (EU) ทำให้สามารถเจาะตลาดโรงพยาบาลและผู้ประกอบการสินค้าเพื่อสุขภาพได้โดยตรง แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคา ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร
ด้านต้นทุนการผลิต นายประยูร ระบุว่า กลุ่มหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลไก่ที่ผ่านมาตรฐาน รวมถึงเกลือและกากน้ำปลาเพื่อกระตุ้นการออกดอกติดผล ต้นทุนเพียง 300-400 บาทต่อกระสอบ เทียบกับปุ๋ยเคมีที่ราคากว่า 1,000 บาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก อย่างไรก็ตาม แม้ควบคุมต้นทุนได้บางส่วน แต่ภาพรวมรายได้ปีนี้ลดลงราว 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกตามกระแสราคาดีในอดีต ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและราคาปรับลดลงตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน
นายประยูร ยอมรับว่า ในช่วงแรกที่ทุนจีนเข้ามาในพื้นที่ ราคามะพร้าวอ่อนปรับตัวสูงขึ้นมาก สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายการปลูก แต่เมื่อผู้ผลิตเพิ่มขึ้นและผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น อำนาจต่อรองกลับตกอยู่ในมือผู้ซื้อ บางส่วนของทุนจีนเข้ามาเช่าพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่หลายร้อยไร่ ปลูกเอง ผลิตเอง และส่งออกเองครบวงจร ช่วงแรกตั้งราคารับซื้อสูงเพื่อดึงดูดตลาด เมื่อผลผลิตทั้งจังหวัดเพิ่มขึ้น ราคาก็ถูกปรับลดลงตามกลไกที่ผู้ซื้อควบคุมได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเงื่อนไขการซื้อขายและการชำระเงิน บางกรณีผู้ซื้ออ้างปัญหาเอกสารหรือขั้นตอนการส่งมอบเพื่อชะลอการจ่ายเงิน สร้างความเสียหายทางธุรกิจ ทำให้กลุ่มตัดสินใจยุติความร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยง
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือการสวมนอมินีและเครือข่ายนายหน้าคนไทยที่ทำงานให้ทุนจีน รับจ้างตัดมะพร้าวและรวบรวมผลผลิตส่งขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ โดยไม่ได้ดำเนินการตามระบบการค้าที่โปร่งใส ขณะเดียวกัน มีการกล่าวอ้างถึงการปลอมปนในบางโรงงานแปรรูปน้ำมะพร้าว โดยนำน้ำดื่มมาผสม ปรุงแต่งสี กลิ่น และความหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณก่อนส่งออก ซึ่งหากเป็นจริงอาจกระทบต่อภาพลักษณ์มะพร้าวไทยในตลาดโลก ตลาดที่เน้นราคาถูกอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับมาตรฐานมากนัก แต่ตลาดยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย มีข้อกำหนดเข้มงวดด้านความปลอดภัยอาหาร หากคุณภาพสินค้าไทยเสียหาย จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งอุตสาหกรรม
กรณีมะพร้าวน้ำหอมสะท้อนโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรไทย ที่ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการประกันราคา แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างตลาด สร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลราคา ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร และตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่อาจผิดกฎหมาย เช่น การสวมนอมินี “ถ้ายังปล่อยให้โครงสร้างราคาเป็นแบบนี้ ต่อให้ปีหน้าราคาดี สุดท้ายก็จะวนกลับมาที่ปัญหาเดิม” นายประยูรกล่าวทิ้งท้าย
วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง หากแต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจฐานรากไทย ที่ยังต้องเร่งปรับสมดุลอำนาจในห่วงโซ่อุปทาน ก่อนที่คำว่า “ล้นตลาด” จะกลายเป็นวังวนซ้ำซากไม่รู้จบของเกษตรกรไทย
วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชบุรี จัดเดินวิ่งต้านมะเร็ง รวมพลังดูแลสุขภาพ
เมืองโอ่ง จัด “เดิน–วิ่งต้านมะเร็ง ครั้งที่ 2” รวมพลังดูแลสุขภาพส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายพร้อมทั้งระดมทุนพัฒนาโรงพยาบาลโพธารามเสริมสร้างศักยภาพ
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศยามเช้าที่บริเวณเขื่อนหาดทรายริมแม่น้ำแม่กลอง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อประชาชนกว่า 1,400 คน ร่วมกิจกรรม “เดิน–วิ่ง เพื่อศรัทธา โรงพยาบาลโพธาราม วิ่งต้านมะเร็ง ครั้งที่ 2” ผสานพลังการออกกำลังกายกับการทำบุญเพื่อสาธารณประโยชน์ น.ส.รัศมินท์ พฤกษาทร นายอำเภอโพธาราม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นพ.สิริ สิริจงวัฒนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโพธาราม คณะผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ และเครือข่ายภาคีทั้งภาครัฐ–เอกชน ร่วมแสดงพลังสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง
กิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน คือ ส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ และระดมทุนสมทบจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงพัฒนาศักยภาพการให้บริการของโรงพยาบาลโพธาราม เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ เดินเพื่อสุขภาพ 3 กิโลเมตร วิ่ง 5 กิโลเมตร และวิ่ง 10.5 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางอบอวลด้วยรอยยิ้ม เสียงเชียร์ และกำลังใจจากครอบครัวผู้ป่วย อาสาสมัคร และชุมชน สะท้อนภาพความร่วมมือของคนโพธารามที่พร้อมจับมือกันดูแลสุขภาพและพัฒนาระบบสาธารณสุขในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
กิจกรรมเดิน–วิ่งต้านมะเร็งครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬา แต่เป็นเวทีแห่งศรัทธา ความหวัง และการแบ่งปัน ที่ทุกก้าวล้วนมีความหมายต่อชีวิตของผู้ป่วยและคนในชุมชนอย่างแท้จริง.
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)















































