บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ราชบุรี มะพร้าวน้ำหอม 2 บาท เตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว

“มะพร้าวน้ำหอมลูกละ 2 บาท” สัญญาณเตือนโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว บทเรียนซ้ำเกษตรกรไทยในวงจรล้นตลาด พึ่งพาทุนต่างชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมร่วงเหลือลูกละ 2 บาทในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล หากแต่สะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึกในระบบการค้าเกษตรไทย ภายใต้ภาพลวงตาว่าตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีน แต่ราคาหน้าสวนกลับตกต่ำสวนทาง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรายได้และความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำวังวนปัญหาเดิมของภาคเกษตรไทย “ปลูกได้ แต่ขายไม่ได้ราคา” ซึ่งมีต้นตอจากอำนาจต่อรองที่ไม่สมดุล กลไกราคาที่ไม่โปร่งใส และการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางหรือ “ล้ง” เป็นช่องทางหลักในการระบายผลผลิต นายประยูร วิสุทธไพศาล อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า ตนมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 600 ไร่ รวม 20 แปลง โดยราคาผลผลิตเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ต่อเนื่องถึงกุมภาพันธ์ 2569 “ช่วงเดือนมกราคมผลผลิตออกมากที่สุด แต่ยอดขายไม่ขยับ เพราะอากาศหนาว ความต้องการบริโภคลดลง ประกอบกับผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่ ทำให้เกิดภาวะล้นตลาดระยะสั้น” อย่างไรก็ตาม หลังผ่านเทศกาลตรุษจีนและเข้าสู่ฤดูร้อน ปริมาณผลผลิตเริ่มลดลง คาดว่าช่วงมีนาคม-พฤษภาคม ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ลูกละ 10-15 บาท จากแรงแข่งขันรับซื้อของโรงงาน สำหรับระดับราคาที่เกษตรกร “อยู่ได้” นายประยูร ระบุว่า ควรอยู่ที่ลูกละ 10 บาทขึ้นไป และไม่ควรต่ำกว่า 5 บาท แม้ในช่วงผลผลิตมาก เพราะต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 4-5 บาท หากต่ำกว่านี้จะเข้าสู่ภาวะขาดทุนทันที โดยเฉพาะสวนขนาดเล็ก แม้มะพร้าวน้ำหอมยังเป็นสินค้าที่ตลาดต่างประเทศต้องการสูง โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย แต่ราคาหน้าสวนกลับถูกกดต่ำ สะท้อนความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างการค้าปัจจุบัน เกษตรกรจำนวนมากจึงต้องพึ่งพา “ล้ง” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนจีนในการรับซื้อและส่งออก เมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือการเมือง ราคาหน้าสวนจึงถูกปรับลดลงได้ง่าย แม้ราคาปลายทางหรือราคาส่งออกยังอยู่ในระดับที่ดี การที่ผลผลิตออกพร้อมกันหลายพื้นที่ เปิดช่องให้ผู้ซื้อใช้จังหวะ “ล้นตลาดระยะสั้น” เป็นเครื่องมือกดราคา ขณะที่ข้อมูลราคาส่งออกและราคาปลายทางขาดความโปร่งใส ทำให้เกษตรกรไม่สามารถประเมินอำนาจต่อรองที่แท้จริงของตนเองได้
ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักผลไม้ปลอดภัยสารพิษเพื่อส่งออก หมู่ 8 ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายประยูร ระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกกว่า 60 ราย รวมพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 1,000 ไร่ ช่วงที่ราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาทเกือบปี กลุ่มพยายามรับซื้อจากสมาชิกในราคาสูงกว่าล้งจีน 1-2 บาท เพื่อช่วยพยุงตลาด ล่าสุดกลุ่มรับซื้อที่ลูกละ 5 บาทแล้ว ขณะที่บางช่วงล้งจีนรับซื้อเพียง 4 บาท “เราไม่ปล่อยให้สมาชิกถูกกดราคาจนอยู่ไม่ได้” และทางกลุ่มเลือกไม่ทำตลาดผ่านทุนจีน โดยเฉพาะรูปแบบเหมาปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่กำหนดราคารับซื้อค่อนข้างต่ำ แต่หันไปกระจายสินค้าในตลาดเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงส่งจำหน่ายในห้างค้าปลีกภายในประเทศ และขยายสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สเปน และเยอรมนี ยกเว้นตลาดจีน
จุดแข็งสำคัญของกลุ่มคือการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic, USDA และสหภาพยุโรป (EU) ทำให้สามารถเจาะตลาดโรงพยาบาลและผู้ประกอบการสินค้าเพื่อสุขภาพได้โดยตรง แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคา ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ด้านต้นทุนการผลิต นายประยูร ระบุว่า กลุ่มหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลไก่ที่ผ่านมาตรฐาน รวมถึงเกลือและกากน้ำปลาเพื่อกระตุ้นการออกดอกติดผล ต้นทุนเพียง 300-400 บาทต่อกระสอบ เทียบกับปุ๋ยเคมีที่ราคากว่า 1,000 บาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มาก อย่างไรก็ตาม แม้ควบคุมต้นทุนได้บางส่วน แต่ภาพรวมรายได้ปีนี้ลดลงราว 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกตามกระแสราคาดีในอดีต ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและราคาปรับลดลงตามกลไกอุปสงค์-อุปทาน
นายประยูร ยอมรับว่า ในช่วงแรกที่ทุนจีนเข้ามาในพื้นที่ ราคามะพร้าวอ่อนปรับตัวสูงขึ้นมาก สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายการปลูก แต่เมื่อผู้ผลิตเพิ่มขึ้นและผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น อำนาจต่อรองกลับตกอยู่ในมือผู้ซื้อ บางส่วนของทุนจีนเข้ามาเช่าพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่หลายร้อยไร่ ปลูกเอง ผลิตเอง และส่งออกเองครบวงจร ช่วงแรกตั้งราคารับซื้อสูงเพื่อดึงดูดตลาด เมื่อผลผลิตทั้งจังหวัดเพิ่มขึ้น ราคาก็ถูกปรับลดลงตามกลไกที่ผู้ซื้อควบคุมได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเงื่อนไขการซื้อขายและการชำระเงิน บางกรณีผู้ซื้ออ้างปัญหาเอกสารหรือขั้นตอนการส่งมอบเพื่อชะลอการจ่ายเงิน สร้างความเสียหายทางธุรกิจ ทำให้กลุ่มตัดสินใจยุติความร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยง อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือการสวมนอมินีและเครือข่ายนายหน้าคนไทยที่ทำงานให้ทุนจีน รับจ้างตัดมะพร้าวและรวบรวมผลผลิตส่งขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ โดยไม่ได้ดำเนินการตามระบบการค้าที่โปร่งใส ขณะเดียวกัน มีการกล่าวอ้างถึงการปลอมปนในบางโรงงานแปรรูปน้ำมะพร้าว โดยนำน้ำดื่มมาผสม ปรุงแต่งสี กลิ่น และความหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณก่อนส่งออก ซึ่งหากเป็นจริงอาจกระทบต่อภาพลักษณ์มะพร้าวไทยในตลาดโลก ตลาดที่เน้นราคาถูกอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับมาตรฐานมากนัก แต่ตลาดยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย มีข้อกำหนดเข้มงวดด้านความปลอดภัยอาหาร หากคุณภาพสินค้าไทยเสียหาย จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งอุตสาหกรรม กรณีมะพร้าวน้ำหอมสะท้อนโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรไทย ที่ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการประกันราคา แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างตลาด สร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลราคา ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร และตรวจสอบการดำเนินธุรกิจที่อาจผิดกฎหมาย เช่น การสวมนอมินี “ถ้ายังปล่อยให้โครงสร้างราคาเป็นแบบนี้ ต่อให้ปีหน้าราคาดี สุดท้ายก็จะวนกลับมาที่ปัญหาเดิม” นายประยูรกล่าวทิ้งท้าย วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง หากแต่เป็นภาพสะท้อนความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจฐานรากไทย ที่ยังต้องเร่งปรับสมดุลอำนาจในห่วงโซ่อุปทาน ก่อนที่คำว่า “ล้นตลาด” จะกลายเป็นวังวนซ้ำซากไม่รู้จบของเกษตรกรไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น