บทความที่ได้รับความนิยม

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ชาวบ้านร่วมกันสำรวจถ้ำแห่งใหม่เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว


 เวลา 10.00 น.วันที่ 21 สิงหาคม 2553 นายณรงค์ พลละเอียด รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี และพระอธิการสายันต์ สุทธฺญาโณ เจ้าอาวาสวัดหนองบัวค่ายได้ร่วมกับชาวบ้านหนองบัวค่าย หมู่ 2 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เข้าทำพิธีบวชป่าที่บริเวณภูเขาในพื้นที่ หมู่ 2 บ้านหนองบัวค่ายหลังมีการสำรวจพบว่ามีถ้ำอยู่ถึง 2 ถ้ำอยู่ภายในและมีหินงอก หินย้อยสวยงามตามธรรมชาติ โดยมีการตั้งชื่อถ้ำดังกล่าวว่า ถ้ำทะลุ และถ้ำแก้วมรกต เพื่อไม่ให้สถานที่แห่งนี้ถูกทำลายโดยการระเบิดหินของโรงโม่ซึ่วได้สัมปทานระเบิดหินที่ภูเขา แห่งนี้ หลังจากทำพิธีบวชป่าแล้วก้ได้ร่วมกันเดินสำรวจถ้ำดังกล่าว ซึ่งยังมีความงามตามธรรมชาติ แต่ภายในนั้นมืดมาก และทางขึ้นเขานั้นค่อนข้างชัน ซึ่งอบต.รางบัวและชาวบ้านในพื้นที่นั้นได้เตรียมทำหนังสือขอพื้นที่ภูเขาดังกล่าวจากบริษัทที่ได้รับสัมปทาน จากนั้นก็จะได้มาทำการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ชอบการปีนป่ายภูเขาได้ลองมาสัมผัส และได้ชมความงดงามของหินงอกหินย้อยที่อยู่ภายในถ้ำ โดยจะต้องทำการติดไฟแสงสว่างเพื่อให้มองเห็นด้วย

ผักตบชวาเต็มคลองอวดนักท่องเที่ยว

ผักตบชวาเต็มคลองดำเนินสะดวกอวดนักท่องเที่ยว


คลองดำเนินสะดวก เป็นเส้นทางสู่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากของราชบุรี เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกในฐานะแหล่งท่องเที่ยว มากว่า 30 ปี ในภาพของตลาดลอยน้ำที่มีวิถีชีวิตของคนสองฝั่งคลองมีเรือพายนำสินค้าจากสวนบรรทุกใส่เรือออกสู่ตลาด จะเป็นสินค่าที่จำเป็น ต่อการครองชีพ พ่อค้าแม่ค้าแบบชาวสวน ดูเป็นธรรมชาติใส่หมวกงอบใบลาน พายเรือขายแลก เปลี่ยนสินค้า ในยามที่เส้นทางคมนาคมทางน้ำเป็นหัวใจหลัก ปัจจุบันได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่าง ประเทศเข้ามา เที่ยวชมวิถีชีวิต และการค้าขายในตลาดน้ำแห่งแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งคลองดำเนินสะดวกแห่งนี้ก็ขุดขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงเห็นว่าการคมนาคม ในท้องถิ่นนี้ไม่มีถนนที่เชื่อมกับอำเภออื่นๆ ส่วนมากใช้เรือเป็นพาหนะ โดยคลองดำเนินสะดวกจะ เชื่อมแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง เข้าไว้ด้วยกัน

ในปัจจุบันคลองดำเนินสะดวกกำลังประสบกับปัญหามีผักตบชวาและสิ่งปฎิกูลจำนวนมากไหลมาอัดแน่นอยู่ที่บริเวณสะพานข้ามคลองดำเนินสะดวก เนื่องจากเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก ได้ทำการก่อสร้างปรับปรุงสะพานดังกล่าว โดยเริ่มสัญญา ในวันที่ 27 ตุลาคม 2552 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ค่าก่อสร้าง 1,113,000 บาท ด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 เป็นเงิน 1,600,000 บาท ซึ่งเกินสัญญามากว่า 5 เดือนแล้ว แต่สะพานก็ยังไม่เสร็จ จึงเป็นจุดสร้างปัญหามาโดยตลอด โดยในเวลากลางคืนในช่วงเวลาน้ำขึ้นจะมีผักตบชวาและสิ่งปฎิกูลต่างๆลอยไหลผ่านมาติดที่จุดก่อสร้างสะพานอัดแน่นทำให้เรือเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้ และในเวลาเช้าน้ำลดลงผักตบชวาและสิ่งปฎิกูลไหลกระจายไปทั่วคลองดำเนินสะดวก โดยเฉพาะที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกและตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก เป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวทัวร์ต่างๆกำลังเข้ามาเที่ยวยังตลาดน้ำ ทำให้นักท่องเที่ยวพบเห็นกับความสกปรกในคลองอยู่เป็นประจำซึ่งเป็นผลกระทบกับการท่องเที่ยวในตลาดน้ำแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงจะเห็นสิ่งเหล่านี้มาตลอดแต่ไม่ได้คิดจะแก้ไข กลับปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ จนชาวบ้านและนักท่องเที่ยวหลายคนทนไม่ไหวต้องมาร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวให้ช่วยกระตุ้นหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มาดำนเนินการให้น้ำในคลองดำเนินสะดวกได้ใสสะอาด เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้สึกประทับเวลามาเที่ยวที่ตลาดน้ำ

รับคนชราไร้ญาติมาดูแล




ในวันนี้( 21 ส.ค.53) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีสองผัวเมียผู้ใจบุญนำคนป่วยและชราภาพที่ไม่มีญาติมาดูแลตามโรงพยาบาลนำมาดูแลเองที่บ้านศิริวัฒนธรรม เลขที่ 66 หมู่ 6 ต.ดอนกรวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ขณะนี้มีผู้ป่วยและคนชราอยู่ในความดูแล เกือบ 20 คน และขณะนี้สถานที่นี้กำลังขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง ในการดูแล และวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือด่วน


ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปบ้านดังกล่าว พบว่าสภาพบ้านเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง มีเตียงนอนเรียงรายเกือบ 20 เตียง แต่ละเตียงจะมีคนชรานอนอยู่เต็มทุกเตียง นอกจากนี้ยังได้พบกับนางสาวนารี นีสันเทียะ อายุ 38 ปี และนายกล้า ศิริวัฒนธรรม อายุ 30 ปี สองผัวเมียที่เป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว กำลังทำการดูแลและพยาบาลคนชราที่นอนอยู่บนเตียงนอน โดยนายกล้า ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นที่นำคนชราและคนป่วยมาดูแลว่า ในอดีตนั้นนางสาวนารีซึ่งเป็นภรรยามีอาชีพรับจ้างดูแลคนป่วยที่โรงพยาบาลดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก โดยคิดค่าเฝ้าดูแลวันละ 300 บาท ทำมาเป็นเวลา 4 ปี ส่วนตัวเองนั้นประกอบอาชีพทำไก่สดส่งขายตามตลาด ส่วนผู้ป่วยที่ภรรยาไปดูแลแต่ละรายส่วนใหญ่เป็นคนชราและช่วยตัวเองไม่ได้ บางคนเป็นแผลเรื้อรัง และเมื่อดูแลไปนานวันญาติผู้ป่วยก็หายไปและไม่มาเยี่ยมผู้ป่วยเลย เมื่อไม่ได้รับค่าจ้างและคนป่วยเองก็ไม่มีใครดูแลด้วยความสงสารจึงได้มาปรึกษาว่าจะนำมาดูแลเองที่บ้าน โดยได้ประสานกับทางโรงพยาบาลดำเนินสะดวก เนื่องจากเกรงว่าจะมีญาติมาติดต่อก็จะได้ติดตามไปรับผู้ป่วยได้ที่บ้าน นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระของโรงพยาบาลด้วย เริ่มแรกก็ลงทุนซื้อเตียงนอนให้เพียงแค่ไม่กี่คนต่อมามีคนทราบข่าวว่า มีสถานที่รับดูแลผู้ป่วยที่เป็นคนชรา จึงมีคนนำมาให้ดูแลเพิ่มอีกบางรายที่นำมาให้ช่วยดูแล เมื่อมีอาการดีขึ้นก็จะมารับกลับไป ซึ่งจะหมุนเวียนมาอย่างนี้ แต่ก็จะมีบางรายที่ในช่วงแรกๆญาติก็จะมาเยี่ยมเยียนและส่งข้าวของและเงินทองให้บ้างต่อมาก็หายเงียบไป แม้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตไปบ้างแล้วแต่ก็ไม่มีญาติมาติดต่อ จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ทำหน้าที่ดูแลบุคคลเหล่านี้มา ส่วนตนเองก็ต้องเลิกอาชีพทำไก่สดส่งขายและมาช่วยภรรยาดูแลคนชราเหล่านี้ ตอนนี้มีสมาชิกที่เป็นคนชราเพิ่มเกือบ 20 คนแล้ว แม้ว่าจะมีญาติของบุคคลเหล่านี้ที่คอยส่งเสียให้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ในการทำแผลเนื่องจากหลายคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องนอนซมอยู่บนเตียง จึงเกิดแผลกดทับ จึงต้องคอยทำความสะอาดแผลให้ตลอดเพื่อไม่ให้ลามไปที่อื่น และยังมีค่าน้ำค่าไฟ ทำให้ เงินทองที่สะสมเอาไว้ก็หมดลง จะกลับไปทำอาชีพเดิมก็ไม่ได้ เพราะเราทิ้งเขาไม่ได้ เราต้องดูแลอย่างไกล้ชิดและสังเกตอาการเกือบทุกชั่วโมง ต้องวัดความดัน ต้องให้อาหาร น้ำดื่ม ดูเลทำความสะอาดเมื่อผู้ป่วยขับถ่าย หรือเมื่อมีอาการผิดปกติต้องเรียกหมอที่อนามัยใกล้บ้านมาดูแล หากบางรายอาการไม่ดีต้องรีบส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังต้องทำหน้าที่เป็นลูกหลานให้กับบุคคลเหล่านี้โดยการพูดคุย เล่าเรื่องต่างๆที่เป็นประโยชน์รวมทั้งใช้ธรรมะมาช่วยในการดูแลโดยการเปิดเทปเพลงธรรมะบ้าง เทปพระเทศน์บ้าง จึงทำให้ในทุกวันไม่เคยได้ว่างเว้นเลยเพราะต้องหมุนเวียนทุกเตียงเพื่อให้ครบทุกคน ซึ่งการดูแลนั้นก็ทำเท่าที่ตนกับภรรยาจะทำได้ และตอนนี้ก็มีอาสาสมัครมาช่วยดูแลอีกหนึ่งคน ซึ่งบางทีก็ให้ค่าตอบแทนบ้างแล้วแต่ว่าจะมีแค่ไหน


นายกล้ายังกล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ตนกับภรรยาทำนั้นไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรกับญาติผู้ป่วยที่นำมาให้ดูแล แต่เป็นการช่วยเหลือสังคมในการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาสและไม่มีญาติดูแลซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนชราที่ลูกหลานไม่สนใจปล่อยทิ้งดดยไม่ได้คำนึงความรู้สึกของคนเหล่านี้ อีกทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยที่เจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตที่มีความทุกข์ทั้งกายและใจ เพื่อให้ผู้ป่วยที่ชรามีความรู้สึกมั่นใจ อบอุ่นใจว่าไม่ถูกสังคมไทยทอดทิ้ง


และอยากเป็นคนต้นแบบ ที่มีแบบอย่างให้สังคมรับทราบและปฏิบัติตาม โดยเน้นชีวิตที่มีคุณค่า แต่เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือ อบต.ได้ติดต่อที่จะนำคนชรามาให้ดูแลมากยิ่งขึ้น ส่วนทุนทรัพย์ที่ได้จากการบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ก็ยังไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการดูแลคนชราที่ป่วยเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตให้ดีมีคุณภาพ ถึงแม้จะเหนื่อยยากลำบากเพียงใด ตนและครอบครอบครัวขออุทิศตนทำงานนี้เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป


หากท่านใดจะไห้ความช่วยเหลือ หรือจะบริจาค ชื่อบัญชี นายกล้า ศิริวัฒนธรรม นางบุษยา แซ่อุ่น เลขบัญชี 707-0-13698-6 ธนาคารกรุงไทยสาขาดำเนินสะดวก


ติดต่อสอบถาม นายกล้า โทร. 083-5590526

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ที่ปรึกษาโครงการพระราชดำรึตรวจป่าสวนผึ้ง

ที่ปรึกษาโครงการพระราชดำริ ตรวจพื้นที่ป่าที่ถูกนายทุนรุกซ้ำซากในสวนผึ้ง



  เวลา 13.00 น.วันที่20 สิงหาคม 2553 พล.อ.นพดล วรรธโนทัย ที่ปรึกษาโครงการพระราชดำริ และที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน พร้อมด้วยผู้แทนกองทัพบก หน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ กองกำลังสุรสีห์ และกรมการทหารช่างได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าซึ่งเดิมนั้นเป็นป่าสมบูรณ์ลุ่มน้ำชั้น 1 A ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ที่บริเวณบ้านถ้ำหิน หมู่ 5 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุ ที่มีกรมการทหารช่าง จ.ราชบุรี เป็นผู้ขอใช้พื้นที่ โดยพบว่าในบริเวณดังกล่าวนั้นมีการตัดถนนเส้นใหม่โดยทำการขุดดินที่บริเวณภูเขาด้านข้างมาถมทำถนน เพื่อจะได้เข้าไปถึงพื้นที่ป่ากว่า 2,000ไร่ และพื้นที่ดังกล่าวนั้นก็เชื่อมต่อกับพื้นที่ป่าที่เคยถูกจับกุมมาแล้วกว่า 10,000 ไร่ และเริ่มมีการปักเสาไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งก็เป็นกลุ่มนายทุนเดิมที่เข้าไปดำเนินการและยังไม่หยุดการกระทำ โดยได้ทำการบุกรุกแผ้วถางซ้ำซากไปแล้วกว่า 80% โดยจากการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวพบว่ามีการยื่นขอเช่าพื้นที่จากทางกรมธนารักษ์ แต่ถูกคัดค้านจากทางกรมการทหารช่างเนื่องจากพื้นที่เดิมนั้นยังเป็นป่าสมบูรณ์ จึงทำให้ยังไม่ได้รับการเช่าจากกรมธนารักษ์ ส่วนนายทุนที่เข้าไปบุกรุกนั้นพบว่าเป็นญาติของนักการเมืองระดับชาติ ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่นั้นมีอุปสรรค นอกจากนี้ยังพบว่าในพื้นที่นั้นมีการนำแรงงานต่างด้าวจากศูนย์อพยพบ้านถ้ำหินออกมาทำงานในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการออกบัตรคนต่างด้าวที่มีปลัดอำเภอสวนผึ้งเป็นผู้เซ็นต์อนุญาตให้เมื่อปี พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา
ทางด้าน พล.อ.นพดล ได้กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบพื้นที่แล้วว่าเป็นที่น่าเศร้าใจที่พื้นที่ป่าถูกทำลายไปมาก และการมาดูในครั้งนี้ก็เป็นการมาเยี่ยมเจ้าหน้าที่ทำงาน ส่วนการที่มีนายทุนใหญ่เข้ามาบุกรุกแผ้วถางป่านั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งเราก็ก็ให้การสนับสนุนอยู่ แต่คงจะต้องใช้เวลา ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินินาถ ทรงห่วงผืนป่าและไม่เคยท้อที่จะพูดถึงเรื่องป่าเพราะท่านทรงรักษ์ป่า เพราะป่าเป็นที่มาของน้ำ ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หลอดไฟนิออนแลกใข่

อบต.ลาดบัวขาวทำเก๋ให้ชาวบ้านนำหลอดไฟมาแลกไข่ก่อนนำไปทำลาย


นายทวีศักดิ์ พรมสวัสดิ์ อายุ 56 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดบัวขาว อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปิ้งไอเดียคิดทำเครื่องกำจัดหลอดไฟฟ้า โดยให้ชาวบ้านนำหลอดไฟฟ้าที่ใช้การไม่ได้นำมาแลกไข่ไก่เบอร์ 0 ที่ทำการอบต.เพื่อที่จะนำหลอดไฟฟ้าที่ใช้งานไม่ได้ไปเข้าเครื่องทำลายที่ทดลองทำขึ้นมา

โดยนายทวีศักดิ์ กล่าวว่า เห็นหลอดไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วถูกนำไปทิ้งตามถังขยะและแม่น้ำคูคลอง ซึ่งถือเป็นขยะอันตรายเกรงว่าจะเป็นอันตรายเพราะหลอดไฟฟ้านั้นมีสารปรอทเคลือบอยู่ จึงได้คิดที่จะทำเครื่องกำจัดหลอดไฟขึ้นมา โดยลองผิดลองถูกมาจนสามารถทำเครื่องกำจัดหลอดไฟได้ ใช้งบประมาณ 7,000 บาทต่อเครื่อง และเครื่องบดทำลายหลอดไฟฟ้านี้ก้ได้ผ่านการประชาคมของหมุ่บ้านมาแล้วเพื่อนำมาใช้ในพื้นที่ อบต.ลาดบัวและอาจจะขยายไปพื้นที่ในตำบลข้างเคียง โดยใช้วิธีการบดให้แหลกจากนั้นนำสารโซเดียมซัลไฟส์มาผสมกับน้ำแล้วฉีดลงไปในเครื่องเพื่อช่วยกำจัดควันซึ่งจะมีสารปรอทที่เคลือบหลอดไฟฟ้าปะปนออกมาอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนกากของหลอดไฟฟ้าที่ถูกบดแล้วสามารถนำไปผสมกับปูนซีเมนต์ที่ใช้เทพื้น หรือนำไปฝังกลบก็ได้ ซึ่งจะเป็นการลดปริมาณขยะอันตราย เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่วนผู้ที่นำหลอดไฟมาให้กำจัดก็จะได้รับไข่ไก่กลับไปเป็นการจูงใจให้ประชาชนไม่นำหลอดไฟฟ้าไปทิ้งทั่วไป ซึ่งต่อไปนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อชุมชนและสิ่วแวดล้อมได้ และในอนาคตอาจจะยื่นขอจดสิทธิบัตรเครื่องบดทำลายหลอดไฟฟ้าด้วย