บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปางช้างเผือกดำเนินสะดวกเปิดโชว์จรเข้

 ปางช้างเผือกดำเนินสะดวกเปิดโชว์จรเข้ เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยว  

                      ที่บริเวณปางช้างเผือกดำเนินสะดวก ริมถนนสายสมุทรสงคราม-ดำเนินสะดวก  ม. 1 ต.ขุนพิทักษ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  นางขวัญชนก  ศรีประภา    นายกเทศบาลตำบลดำเนินสะดวก พร้อมคณะ   เข้าร่วมชมรอบปฐมฤกษ์การแสดงโชว์จรเข้  โดยมีนักแสดงโชว์การจับจรเข้ แต่ละชุดสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่เข้ามาชมการแสดงตลอดเวลา ความสามารถฝึกฝนร่วมกันโชว์ลีลา ต่างๆ กับจระเข้ ใช้แขนเขาไปในปากของจระเข้  เอาปากคาบแบงค์ใส่ ลงไปกับปากจระเข้ อย่างใกล้ชิด เอามือหยิบออก โดยเฉพาะ เอาหัวยัดเข้าไปในปากจระเข้ สร้างความหวาดเสียวให้กับผู้ที่เข้าชมเป็นอย่างมาก
                    ทางด้าน นายธนสันต์  อัครรัตนสิทธิ์  หรือเล็ก  ไทยเกษตร กล่าวว่า   เพื่อเป็นการบริการนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นสถานประกอบการที่ช่วยเหลือ และสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงอีกจำนวนมากให้มีงานทำ    จึงพยายามพัฒนาให้มีความหลากหลายให้นักท่องเที่ยวมีความประทับใจสนุกสนานอย่างไม่รู้ลืม   หลังจากได้นั่งช้างไปเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงาม  พร้อมทั้งดูความน่ารักของการแสดงโชว์ลิงแสนรู้  และล่าสุดได้เปิดการแสดงโชว์จระเข้  ที่สนุกสนานและหวาดเสียว เพื่อนำเงินรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ที่เข้ามาเที่ยวชมการแสดง  เป็นการกระจายรายได้ให้เข้ามาสู่ชุมชนอีกทั้งยังมีส่วนร่วมในบทบาทที่สำคัญในการร่วมรักษา ส่งเสริมอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมให้เป็นที่รู้จักอีกด้วย


วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บ้านโป่งมอบเงินคู่รักทรหดใช้ชีวิตคู่ยืนยาว

อำเภอบ้านโป่งเมืองโอ่งมอบเงินคู่รักทรหดใช้ชีวิตมีความสุขยืนยาวหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ควรนำไปเป็นแบบอย่าง

                            เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 29 ก.ค.57 ภายในบริเวณอาคารอเนกประสงค์ท่าผาพัฒนา (ดอนเสลา) ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  ตัวแทนบริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) บ้านโป่ง พร้อมกับนายสุวิทย์ ปทุมศิริ ประธานชมรมผู้สูงอายุตำบลท่าผา  ได้ร่วมกันทำพิธีมอบเงิน 1 แสนบาท ให้กับคู่รักสามีภรรยา ซึ่งใช้ชีวิตคู่อยู่รวมกันมานานและมีอายุยืนจำนวน 2 คู่ๆละ 5 หมื่นบาท  คือ คุณตาจินต์  ประพฤติงามสกุล อายุ 89 ปี กับคุณยายพร ประพฤติงามสกุล อายุ 94 ปี อยู่บ้านเลขที่ 28/1 หมู่ 1 ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  ทั้งสองมีอายุรวมกัน 183 ปี  และคู่ที่สอง คุณตานัด  อิ่มเขียว อายุ 93 ปี  กับคุณยายสั้น  อิ่มเขียว อายุ 89 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 62/3 หมู่ 12 ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  ทั้งสองมีอายุรวมกัน 182 ปี   โดยมี  นายทรงยศ  อรัญยกานนท์ นายกเทศมนตรีตำบลท่าผา  นางสาวชะวรลัทธิ์  ชินธรรมมิตร อดีต ส.ส.ราชบุรี  พร้อมข้าราชการ  พ่อค้าประชาชน  ให้เกียรติรวมในพิธีจำนวนมาก


       นายทรงยศ  อรัญยกานนท์  นายกเทศมนตรีตำบลท่าผา กล่าวว่า  โครงการดังกล่าว  เป็น”โครงการท่าผา สานฝัน 100 ปี ผู้สูงวัย” โดยทางชมรมผู้สูงอายุตำบลท่าผาเป็นผู้ริเริ่มโครงการขึ้นมา ทางเทศบาลตำบลท่าผาเป็นผู้สนันสนุนสถานที่และให้คำปรึกษา   ส่วนวัตถุประสงค์ในโครงการนี้ เพื่อเป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุในตำบล อีกทั้งยังเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ครอบครัวในบั้นปลายชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   สำหรับในส่วนของคุณตาคุณยายคู่รักทั้งสองคู่ในวันนี้   ต้องถือเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่อง   เพราะท่านใช้ชีวิตคู่มาตั้งแต่สมัยหนุ่มสาวอยู่ร่วมกันมายาวนานจนแก่จนเฒ่า  ซึ่งหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ ควรนำไปเป็นแบบอย่างต่อไป





วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สร้างความแข็งแกร่งให้ชุมชน รองรับประชาคมอาเซียน


 ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่  ร่วมใจคนละไม้ คนละมือ  สร้างความแข็งแกร่งให้ชุมชน   รองรับประชาคมอาเซียน  



    อาเซียน (ASEAN) เป็นการรวมตัวกันของ 10 ประเทศ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฎิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี  พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) จะมีการเปิดกว้างให้ประชาชนในแต่ละประเทศสามารถเข้าไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ในประชาคมอาเซียนได้อย่างเสรี เสมือนดังเป็นประเทศเดียวกัน ซึ่งจะมีผลกระทบกับการประกอบอาชีพและการมีงานทำของคนไทยเป็นอย่างมาก เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
       นายนิสิต  จันทร์สมวงศ์    ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี    โพสต์ในเฟสบุ๊คว่า  ได้ไปบรรยายให้กับนายก อบจ. และนายก อบต. ทั้งจังหวัดราชบุรีในหัวข้อ “การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์อาเซียนกับยุทธศาสตร์ประเทศสู่ยุทธศาสตร์จังหวัด ราชบุรีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” การเป็นวิทยากรในครั้งนี้ ผมตั้งใจจัดหนักและจัดเต็ม โดยมุ่งจะให้ความรู้ทิศทางและแรงบันดาลใจแก่ท่านนายก อบต. ทุกท่าน ในการเตรียมองค์กร เตรียมแผนงาน และเตรียมบุคลากร เพื่อรองรับการเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ผมได้บรรยายให้นายก อบต. ทุกท่าน ได้เห็นทิศทางของยุทธศาสตร์ประเทศและความเขื่อมโยงสู่ยุทธศาสตร์ จังหวัด ราชบุรี และชี้ให้เห็นปัญหาของจังหวัดราชบุรีที่หน่วยราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจะต้องเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพขององค์กร เพื่อก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนของจังหวัดราชบุรี
                ในการบรรยายผมชี้ให้เห็นวิสัยทัศน์การพัฒนาของจังหวัดราชบุรีว่าเราจะเป็น “ผู้นำเกษตรปลอดภัยมุ่งสู่ความเป็นเมืองน่าอยู่ และใช้ทุนทางปัญญาสร้างรายได้ “และชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เราต้องเร่งรีบดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น ปัญหาขยะ ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาการเข้าถึงน้ำประปาที่มีคุณภาพมาตรฐาน และการผลักดันให้เกิดระบบประกันสังคมในหมู่แรงงานให้ครบถ้วน โดยในการบรรยายครั้งนี้ ผมของให้ท่านนายก อบต.ทุกท่านว่า ในการจัดทำแผนพัฒนา อบจ. และแผนพัฒนา อบต. ทุกแห่งในจังหวัดราชบุรี ปี 2557 ขอให้มีโครงการส่งเสริมและพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ โดยเรื่องแรกให้ทุก อบต. จัดทำโครงการส่งเสริมการพัฒนาเกษตรปลอดภัย ส่งเสริมให้เกิดฟาร์มปลอดภัย GAP อบต. ละ 1 แห่ง เรื่องที่สอง ขอความร่วมมือให้ อบต. ที่มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงน้ำประปาที่สะอาดและถูกสุขอนามัยจัดทำ โครงการพัฒนาระบบประปา อบต. ละ 1  แห่ง โดยการสนับสนุน จาก อบจ. เรื่องที่สามขอความร่วมมือให้ อบต. จัดทำโครงการส่งเสริมกลลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ตำบลละ 1 กลุ่ม เรื่องที่สี่ อยากเห็นโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้อบต.แต่ละแห่ง ช่วยเหลือบริหารจัดการชีวิตครัวเรือนยากจนที่อยู่ในพื้นที่ตำบล ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดได้ชี้เป้า 50  ครัวเรือน ให้ครัวเรือนเหล่านั้นพ้นความยากจน พี่น้องชาวราชบุรี ท่านลองจินตนาการดูว่าถ้า อบต.ทุกแห่ง สามารถดำเนินโครงการ ทั้ง 4 เรื่องกระจายไปทั่วทุกตำบลในจังหวัดราชบุรี ก็จะเกิดพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องการเป็นผู้นำเกษตรปลอดภัย การมีโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำประปาที่มีคุณภาพ ชาวบ้านมีเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งจากสินค้า OTOP ครัวเรือนที่ยากจนที่สุดของจังหวัดราชบุรีได้รับการดูแลและโอบอุ้ม ผมเชื่อว่า นี่คือการสร้างความเข้มแข็งของจังหวัดราชบุรี ในการเตรียมความพร้อมรองรับสู่ประชาคมอาเซียนตามยุทธศาสตร์ประเทศและวิสัยทัศน์จังหวัดราชบุรี และหวังว่านี่จะเป็นก้าวเดินที่สำคัญของอบต.ทุกแห่งในแผนพัฒนาประจำปี พ.ศ. 2558
           อย่างไรก็ตามหากทุกหน่วยงานในพื้นที่มีความร่วมมือร่วมใจ พยายามสร้างสรรค์ความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี บนพื้นฐานของความเสมอภาคและอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกัน  แค่เพียงคนละไม้ คนละมือเท่านั้น  เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้ก็จะก่อให้เกิดความแข็งแกร่งในชุมชนเป็นภูมิต้านทานที่ดีที่คอยป้องกันปัญหาต่างๆอีกด้วย

 : ข้อมูลจาก http//www.facebook.com/nisitjansomwong
             สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี



วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ชาวบ้านลือตอตะเคียนยักษ์โผล่ดันแพเหล็กขนาดใหญ่ลอยโด่ง

 ชาวบ้านลือตอตะเคียนยักษ์โผล่ดันแพเหล็กขนาดใหญ่ลอยโด่งเชื่ออยู่ในน้ำมานานหลายสิบปีจะต้องทำพิธีเพื่อเชิญขึ้นจากน้ำ
                ที่บริเวณริมน้ำวัดพญาไม้ ต.โคกหม้อ อ.เมือง จ.ราชบุรี  มีตอตะเคียนขนาดใหญ่โผล่ดันแพเหล็กริมตลิ่งขนาดใหญ่ลอยขึ้นมาสูง  มีชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูที่บริเวณใต้แพเหล็กขนาดใหญ่ กว้าง 6 เมตร ยาวกว่า 30 เมตรลอยเอียงขึ้นมาเหนือน้ำประมาณ 1 เมตร เมื่อลงไปตรวจสอบจึงพบว่าบริเวณใต้แพมีตอไม้ ที่ชาวบ้านบอกว่าเป็นตอตะเคียนขนาดใหญ่ 3 คนโอบ ต่อมาชาวบ้านได้ลงไปตรวจสอบในน้ำพบว่าตอไม้อยู่ในท่าตั้ง มีความสูงประมาณ 3 เมตร รอบต้น 3 คนโอบ มีรากยาวแผ่รอบประมาณ 3 เมตร ต่อมานายธรรมศักดิ์ ฤทธิ์แดง นายกเทศบาลตำบลหลักเมือง พร้อมด้วยรักษาการเจ้าอาวาส และเจ้าหน้าที่ร่วมทำการตรวจสอบว่าจะทำการนำไม้ดังกล่าวขึ้นอย่างไร และจะทำการซ่อมแพที่ได้รับความเสียหายด้วย
                ทางด้าน นางรัตน์ ใจกล้า อายุ 54 ปี ผู้อาศัยอยู่ในเรือที่พบเห็นเป็นคนแรก เล่าให้ฟังว่า บริเวณแพริมน้ำแห่งนี้จะเป็นท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ที่ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่จะล่องเรือเที่ยวชมวิถีชีวิตริมแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งทุกวันจะมีเรือมาจอดบริเวณนี้กว่า 10 ลำ จะเป็นเรือขนาดใหญ่ แต่เมื่อคืนช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ได้ยินเสียงดังเหมือนมีอะไรมาดันแพตนจึงเดินมาดู ซึ่งตอนนั้นมันมืดและเห็นว่าแพกำลังถูกดันขึ้นก็รอจนถึงเช้าจึงไปดูก็พบตอไม้ขนาดใหญ่ จึงไปเรียกให้ชาวบ้านและพระมาดู ตอนนั้นตอไม้ขนาดใหญ่กำลังดันแพลอยขึ้นสูง ประกอบกับช่วงที่น้ำกำลังลงทำให้แพลอยและเห็นตอไม้ชัดเจน และพบว่าเป็นตอไม้ตะเคียน จึงได้ใช้เรือใหญ่ 3 ลำมาดึงตอไม้ตะเคียน ออกนำเชือกผูกและทำการดึง ในขณะลากเชือกเกิดขาดและตอไม้ก็ไม่ขยับเลย ต่อจากนั้นตนจึงได้จุดธูปอธิฐานถ้าอยากจะขึ้นอยู่ที่วัดพญาไม้ ก็ขอให้ขยับออกมาจะได้นำขึ้นไปไว้บนวัด จากนั้นก็เริ่มดึงอีกรอบปรากฎว่าตอไม้ก็ขยับออกมาแต่ไม่มาก ซึ่งทางวัดพญาไม้ก็พร้อมที่จะนำขึ้นมาไว้ที่วัดนี้ โดยจะต้องทำพิธีในการอัญเชิญตอตะเคียนขึ้นมาอีกครั้ง
               สำหรับนายโกมล พะวง อายุ 65 ปี เจ้าของเรือที่จอดอยู่ใกล้กับแพดังกล่าว ก็บอกว่าตั้งแต่มาอยู่ที่วัดนี้ยังไม่เคยพบเห็นตอไม้ขนาดใหญ่แบบนี้ใต้น้ำมาก่อน และลักษณะอยู่ในน้ำมานานหลายสิบปีแน่ เพราะลอยคราบตะไคร่น้ำเกาะเต็ม ที่สำคัญลอยมาในแนวตั้งตรง โดยเฉพาะลอยมาเลียบกับแนวริมตลิ่งซึ่งมีน้ำตื้น และบริเวณนี้ก็มีเรือขนาดใหญ่จอดอยู่กว่า 10 ลำ ไม่รู้ว่ารอดใต้ท้องเรือเข้ามาอยู่ตรงแพได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่แปลก แต่ตอนนี้ต้องรอให้น้ำขึ้นก่อนจึงจะดูว่าขยับออกมาได้หรือไม่

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ตัดสินการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น

คณะกรรมการ ตัดสินการ

ประกวดวิสาหกิจชุมชนดี

เด่นระดับเขต เยี่ยมชม

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้าน

กุ่มพัฒนา
                   ที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านกุ่มพัฒนา  หมู่ที่  2 ต.บางแพ  อ.บางแพ  จ.ราชบุรี นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผอ.สำนักส่งเสริม และพัฒนาการเกษตร เขตที่  2   จ.ราชบุรี  ประธานคณะกรรมการ ตัดสินการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขตพร้อมทั้งคณะกรรมการ เดินทางมาเยี่ยมชมการทำงานและกิจกรรมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านกุ่มพัฒนา  โดยมีนายชาตรี จันทร์วีรชัย นายอำเภอบางแพ  และนายคะนอง  โปรักษ์  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านกุ่มพัฒนา  พร้อมทั้งสมาชิกร่วมให้การต้อนรับ    
                 สำหรับอำเภอบางแพมีประชากรทั้งหมด 44,428 คน พื้นที่ทั้งหมด 116,068 ไร่ (185.7 ตารางกิโลเมตร) ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร มีพื้นที่ทำการเกษตรรวม 69,947ไร่ อาชีพเกษตรที่สำคัญ คือ การเลี้ยงกุ้งและปลา 32,642 ไร่ ประมาณ 50 % นอกนั้นจะเป็นพื้นที่นาข้าว ปลูกผักผลไม้  โดย มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ได้ขอจดทะเบียนไว้ทั้งหมด 36กลุ่ม สมาชิก 572  คน มีกลุ่มที่ผ่านการประเมินอยู่ในระดับดี 8 กลุ่ม ระดับพอใช้ 18  กลุ่ม และอีก 10 กลุ่มอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนา

                กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านกุ่มพัฒนา เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีศักยภาพ มีผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพการเกษตร จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนนี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือเรื่องแนวคิดในการบริหารจัดการตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการวิเคราะห์สถานการณ์ สามารถ “คิดเป็น” หาทางแก้ปัญหาของชุมชน มีการนำเอาเทคโนโลยีเรื่องของการประหยัดพลังงานมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจการมีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างคุ้มค่า ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน