บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คัดเลือก 3 หมู่บ้าน เศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็นเป็นสุข



ราชบุรีคัดเลือก  3  หมู่บ้าน  เศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็นเป็นสุข
               นายณรงค์  ครองชนม์  รองผู้ว่าราชการจังหวัด  เป็นประธานคัดเลือกหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  “ อยู่เย็น  เป็นสุข ”ดีเด่น  ประจำปี  2555  ที่บ้านหนองจอก  หมู่ที่  5  ตำบลหนองพันจันทร์  อำเภอบ้านคา  จังหวัดราชบุรี  โดยมี  นายชาตรี  จันทร์วีระชัย  นายอำเภอบ้านคา  พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับสำหรับบ้านหนองจอก  หมู่ที่  5  ตำบลหนองพันจันทร์  ได้รับการส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น  ตามโครงการเชิดชูเกียรติผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น  ประจำปี  2555 เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ได้น้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  รวมไปถึงการพัฒนาหมู่บ้าน โดยการวางแผนของชุมชน คือ  การมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม  โดยที่ไม่ทำตัวให้เป็นภาระของส่วนราชการ  ซึ่งสังเกตได้จากกิจกรรมต่างๆ   ที่ได้กระทำร่วมกัน  เรียกได้ว่า  เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน  กล่าวคือ  ได้ดำเนินการพัฒนาไปพร้อมๆกัน  ทั้ง  3  ด้าน  คือ  ด้านสังคม  ด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนาหมู่บ้าน
              สำหรับจุดเด่นของหมู่บ้านหนองจอกคือ  ประชาชนมีความรัก  สามัคคี  มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  สามารถแก้ไขปัญหาของชุมชนได้   โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านคา  ได้ดำเนินงานร่วมกับหมู่บ้านหนองจอก  หมู่ที่  5  ตำบลหนองพันจันทร์  อำเภอบ้านคา  เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนที่มีผลงานและกิจกรรมพัฒนาดีเด่นระดับจังหวัดให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน  โดยกำหนดให้มีกิจกรรมที่จะเข้ารับโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารีและโล่รางวัลสิงห์ทอง โดยเข้าร่วมคัดสรรหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  “อยู่เย็น เป็นสุข”  ดีเด่นระดับจังหวัด ในวันนี้  ซึ่งหมู่บ้านหนองจอก  มีการพัฒนาบริหารจัดการชุมชนโดยยึดหลักธรรมาภิบาล  โปร่งใส  คุ้มค่า  ยึดประโยชน์ของประชาชน  อำนวยความสะดวกให้บริการประชาชน  ยึดการมีส่วนร่วมของประชาชน  รักษาประโยชน์ส่วนรวม  ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ  ทันสถานการณ์แก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่เดือดร้อนทุกข์ยาก  และบ้านหนองจอกยังได้น้อมนำการดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เช่น ด้านการพัฒนาคน   การส่งเสริมให้ประชาชนดำเนินชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง  การลดรายจ่าย  ปลูกผักสวนครัวกินเองร้อยละ  80  ของครัวเรือนในหมู่บ้าน  การจัดทำบัญชีครัวเรือน ร้อยละ  100  ของครัวเรือนในหมู่บ้าน  การที่ทุกคนประหยัดโดยทำโครงการออมด้วยกระบอกไม้ไผ่ไม่ถอนจำนวน  5  ปี  จำนวนร้อยละ  70  ของครัวเรือนในหมู่บ้าน  ด้านการเพิ่มรายได้   ส่งเสริมให้ประชาชนในหมู่บ้านประกอบอาชีพเสริมในการเพิ่ม  เช่น  การเพิ่มรายได้เสริมจากอาชีพกวนสับปะรด  เลี้ยงเป็ด  เลี้ยงไก่  เลี้ยงปลา ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ร้อยละ  75  การสนับสนุนโครงการผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน “1ไร่  1  แสน”  เป็นศูนย์เรียนรู้ในการพัฒนาอาชีพให้ครบถ้วนทุกครัวเรือนภายในปี  2556   ด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โดยการกำจัดขยะส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนมการกำจัดขยะแบบถูกวิธี  โดยสาธารณสุขตำบลหนองพันจันทร์ให้คำแนะนำพร้อม อสม.  ร้อยละ  80  มีการอนุรักษ์ผืนป่าไว้จำนวน  380  ไร่  เป็นสาธารณสมบัติของหมู่บ้านและปลูกป่าโดยกลุ่มเยาวชนและประชาชนบ้านหนองจอกทุกปี
                 อย่างไรก็ตามจังหวัดราชบุรีได้พิจารณาคัดเลือกหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง”อยู่เย็น  เป็นสุข”ดีเด่นที่ได้รับการกลั่นกรองเข้ารอบจำนวน  3  หมู่บ้าน  ได้แก่  บ้านหนองจอก  หมู่ที่  5  ตำบลหนองพันจันทร์  อำเภอบ้านคา  ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ  1   บ้านลาดบัวขาว   หมู่ที่  4 ตำบลลาดบัวขาว  อำเภอบ้านโป่ง  บ้านหัวเขาจีน  หมู่ที่  1 ตำบลห้วยยางโทน  อำเภอปากท่อ 
  

อุโบสถวัดโรงช้างราคากว่า 50 ล้านพื้นปูนและเสาแตกร้าว


อุโบสถวัดโรงช้างราคากว่า 50 ล้านพื้นปูนและเสาแตกร้าวเกรงจะเกิดทรุดตัวลง
    นายณรงค์   ครองชนม์   รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี      นายศิริศักดิ์  ตาลบำรุง    นักวิชาการชำนาญการสำนักพุทธศาสนาจังหวัดราชบุรี   พร้อมด้วยพระครูสมุหสมศักดิ์  มเหสักโข  เจ้าอาวาสวัดโรงช้าง  ตรวจสอบสภาพความเสียหายของผนังพื้น และเสาปูน  ของอุโบสถวัดโรงช้าง   ตั้งอยู่ถนนสายราชบุรี – เขางู   เขตเทศบาล     อําเภอเมือง   จังหวัดราชบุรี  ราคากว่า  50  ล้านบาท   เกิดการแตกร้าวจํานวนมาก   เนื่องจากเกิดฝนตกลงมาทําให้นํ้าซึมอยู่ใต้แผนปูนกัดกล่อนเหล็กเส้นบริเวณพื้นปูนจนเป็นสนิมเกิดการระเบิดแตกร้าวปูนแตกออกมาจํานวนมาก     สร้างความเสียหายในกับรากฐานของอุโบสถที่มีอายุประมาณ  50 กว่าปีแล้ว  ซึ่งเป็นอุโบสถเก่าแก่ของวัด  และได้มีการบูรณะใหม่เมื่อประมาณ  10  แล้ว  โดยบริเวณพื้นปูนนํ้าที่ซึมซัดเอาไว้ได้ไหลออกมาทางพนังพื้นปูนตลอดเวลา ทั้งนี้หากไม่มีการซ่อมแซมอาจจะเกิดทําให้อุโบสถทรุดตัวลงจนสร้างความเสียหายได้
                    จากการตรวจสอบฐานรากของอุโบสถดังกล่าว   พบว่ามีการแตกร้าวเสี่ยงต่อการทรุดตัว  ซึ่งทางวัดได้ให้ทางสํานักงานโยธาและฝังเมืองจังหวัดราชบุรี  ตรวจสอบเพื่อประเมินราคาในการซ่อมแซมคาดว่าประมาณ  3  ล้าน  โดยทางวัดยังไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม   จึงขอความเมตตากับผู้ใจบุญมาร่วมกันสมทบทุนในการซ่อมแซมอุโบสถ
             พระครูสมุหสมศักดิ์  มเหสักโข  เจ้าอาวาสวัดโรงช้าง กล่าวว่า    อุโบสถหลังนี้สร้างมา  2  เจ้าอาวาสแล้ว  ปัจจุบันได้ดูแลบูรณะเป็นรุ่นที่  3  ยังไม่สำเร็จเป็นรูปแบบมีอายุก่อสร้างมากว่า  50  ปีแล้ว  งบประมาณสมัยนั้นประมาณ  4  ล้านบาท   อาตมาได้จัดสร้างตั้งแต่ช่อฟ้า  ใบระกา  ซุ้มประตู  หน้าต่างบานภายนอกภายใน   พื้นระเบียงจนสำเร็จเรียบร้อยเหลือแต่กำแพงแก้วที่จะทาสีขาวจึงจะเสร็จสำบูรณ์    เปลี่ยนไฟรอบ  อุโบสถใหม่   โดยได้นักเรียนจากวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีมาดำเนินการให้    จึงนำพาลงไปใต้ถุนโบสถ์เพื่อจะชี้จุดทำไฟสายเมนเข้ามาบริเวณ    หลังนำพาเด็กนักเรียนวิทยาลัยเทคนิคลงไปแล้วก็ไปพบตีนเสาโบสถ์ที่แตกร้าว  จึงได้ไปขอร้องเจ้าหน้าที่โยธาจังหวัดเข้ามาตรวจสอบและดูแลซึ่งทางเจ้าหน้าที่บอกว่า   เดิมสมัยก่อนจะใช้หินก้อนใหญ่มวลสารที่ก่อสร้างไม่ค่อยรัดตัวทำให้เป็นช่องโหว่ของอากาศสามารถเข้าได้  พออากาศเข้าไปนานๆเกิดสนิมกินบริเวณในเสาที่ก่อด้วยเหล็กจึงเกิดการเบ่งตัว  ก็เลยระเบิดจนปูนที่ก่อตัวเป็นเสาเกิดแตกร้าวระเบิดออก  พออากาศเข้าไปเรื่อยก็ลุกลามเป็นบริเวณกว้าง  เป็นข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โยธาจังหวัดที่ให้ข้อมูลมา    เมื่อวานก็มาแจ้งกับทางวัดว่าต้องรีบซ่อมแซมโดยเร็วช้าไม่ได้อีกแล้ว  ทางวัดก็ไม่มีเงิน  เบื้องต้นที่ได้รับแจ้งจากโยธาจังหวัดต้องใช้งบประมาณ  8  แสนบาท  จากทั้งหมดรวม 3  ล้านบาท จึงขอให้ผู้มีจิตรศรัธาร่วมบริจาคเงินซ่อมแซมอุโบสถให้คงทนถาวรให้อยู่คู่กับวัดโรงช้างต่อไป   

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เชียงใหม่อ่วมน้ำท่วมหนัก

ภัยพิบัติน้ำท่วมเชียงใหม่รวม7ปีซ้ำรอยปี 2548ซึ่งปีนั้นเชียงใหม่ถูกน้ำจากแม่ปิงเอ่อล้นฝั่งท่วมเชียงใหม่ถูกน้ำท่วมเชียงใหม่ถึง 3 ครั้งในต้นเดือนกันยายน,กลางเดือนละต้นเดือนตุลาคม 48 และในปี 2554 ก็ท่วมอีกใน 28 ก.ย. 254 จากผลของพายุพายุดีเปรสชั่นโห่ถางทำให้ภาคเหนือฝนตกหนักและเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลดิบโครนถล่ม อ.ฝาง,อ.แม่แตง เสียหายกว่า 20 หลังคาเรือนและเสียชีวิต 7 ราย และน้ำได้ไหลล้นอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว และ อ่างแม่แตงเข้า ท่วมบ้านเรือนอย่างฉับพลันใน อ.แม่แตง อ.สันกำแพง หลายร้อยหลังคาเรือนและลงแม่น้ำปิงทำให้น้ำมีระดับสูงอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะป้องกันทับน้ำท่วมถนนในอ.เมืองหลายสายโดยเฉพาะย่านเศรษกิจไนท์พลาซ่าของเชียงใหม่และย่านธุรกิจถนนช้างคลานเสียหายตมอยู่ในน้ำ สร้างความเสียหายทางเศรษกิจของ เชียงใหม่กว่า 5000 ล้านแล้ว ซึ่ง มล.ปนัดดา ดิศกุล  ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือบรรเบาทุกข์และตรวจเยี่ยม สถานการณ์ทุกอำเภอที่ประสบภัยซึ่งได้ลุกลามไปถึง อ.สารภี, อ.สันป่าตอง อ.หางดง ต่อไปแล้ว และได้กล่าวว่าน้ำท่วมปีนี้นับว่าน้ำแม่ปิงสูงสุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียวและท่วมนาน 4วัน ทำให้เป็นปีที่เชียงใหม่ประสมภัยพิบัติจากน้ำท่วมร้ายแรงที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

ศึกแย่งนํ้ากลุ่มรีสอร์ท

รองผู้ว่าราชบุรีลงพื้นที่หย่าศึกแย่งนํ้ากลุ่มรีสอร์ท ชาวบ้าน  กลุ่มเครือข่ายนํ้าตกเก้าชั้น                                             
                              นายณรงค์  พลละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี   พ.อ.มนิต  ศิริรัตนากุล  เสธนาธิการทหารกรมพัฒนาที่ 1 จังหวัดราชบุรี  นายสมศักดิ์  เหลืองจรุงรัตน์  นายกองค์การบริหารส่วนตําบลสวนผึ้ง    เจ้าหน้าที่โครงการฟื้นฟูธรรมชาติ  โครงการอุทยานธรรมชาติวิทยา ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   กลุ่มเครือข่ายคณะกรรมการนํ้าตกเก้าชั้น ( เก้าโจน )   กลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ท พร้อมชาวบ้าน    เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจค่ายทัพยาเสือ  กองกําสุรสีห์   และตํารวจตระเวนชายแดนที่ 137  อําเภอสวนผึ้ง  เดินเท้าเข้าป่าลึกระยะทางขึ้นลงเขาไป - กลับราว 15 กิโลเมตร   บริเวณป่าดิบชื้นบนเทือกเขาตะนาวศรี   เขตติดต่อชายแดนไทย – พม่า  หมู่ที่  3  ตําบลสวนผึ้ง   อําเภอสวนผึ้ง  จังหวัดราชบุรี    หลังจากเกิดปัญหาความขัดแย้ง  เปิดศึกแย่งชิงนํ้าเป็นปัญหาเรื้อรังมานานในช่วงหน้าแล้งระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี  มีการประชุมแก้ปัญหาหลายครั้งแต่ยังตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ทบางแห่งขึ้นไปสร้างฝายกักนํ้า  ต่อท่อส่งนํ้าลงมาสู่หมู่บ้านเพื่อการบริโภค และการเกษตร     ในขณะที่กลุ่มเครือข่ายคณะกรรมการนํ้าตกเก้าชั้นอ้างว่า    ถูกต่อท่อนํ้าไปใช้ในรีสอร์ทจนทําให้นํ้าตกเก้าชั้นไม่มีนํ้า   ส่งผลต่อการท่องเที่ยวในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม  ของทุกปี
              ทางด้าน นายณรงค์  พลละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี  กล่าวว่า  เพื่อเป็นการแก้ปัญหาลดความขัดแย้งจึงได้เชิญ กลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ท ชาวบ้าน  กลุ่มเครือข่ายคณะกรรมการนํ้าตกเก้าชั้น  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ขึ้นไปตรวจสอบข้อเท็จจริง    ให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และแก้ปัญหาจัดการเรื่องนํ้าร่วมกัน  เพราะทุกฝ่ายก็มีความจําเป็นเรื่องนํ้า     ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการรีสอร์ทได้ว่าจ้างชาวบ้านในพื้นที่ต่อท่อนํ้า  พีวีซี  ขนาดประมาณ 8 นิ้ว  จากต้นนํ้าห้วยอิมิ  อยู่ติดกับชายแดนไทย – พม่า เพียง 300  เมตร  ในราคากิโลเมตรละ  100,000  บาท  เป็นระยะทาง  7  กิโลเมตรร่วม  700,000  บาท    ปล่อยนํ้ามาตามท่อลงสู่หมู่บ้านผาปกค้างคาว   เพื่อใช้ในรีสอร์ทส่วนหนึ่งให้ชาวบ้านกว่า  60  หลังคาเรือนในหมู่บ้านผาปกค้างคาว  หมู่บ้านห้วยนํ้าขาว  หมู่บ้านหัวสาม    และสํานักสงฆ์บ้านหัวสาม  หมู่ที่  3  ได้ใช้จากท่อนํ้านี้เพื่ออุปโภค  บริโภค  และทําการเกษตร  และห้วยที่มีการต่อท่อนํ้านั้นไม่ใช่ลําห้วยที่ไหลลงสู่นํ้าตกเก้าชั้น  อย่างที่กลุ่มเคลือข่ายคณะกรรมการนํ้าตกเก้าชั้นเข้าใจ   
                ขณะที่กลุ่มเครือข่ายคณะกรรมการนํ้าตกเก้าชั้นชี้ว่า  ลําห้วยดังกล่าวเป็นลําห้วยต้นนํ้าที่ไหลผ่านนํ้าตกเก้าชั้น    หากมีการต่อท่อจะทําให้นํ้าไหลไปยังนํ้าตกเก้าน้อยน้อยลง    ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเพราะไม่มีนํ้า    และยังมีชาวบ้าน    บ้านห้วยผากหมู่ที่  7   ก็ใช้นํ้าจากลําห้วยบ่อคลึง  ที่แยกจากนํ้าตกเก้าชั้นแห่งนี้ด้วย    ทําให้เกิดการโต้เถียงกันขึ้นทั้งสองฝ่ายอย่างไม่จบสิ้น   ทางจังหวัดจึงได้นัดหมายผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันขึ้นไปตรวจพิสูจน์    เพื่อลดการขัดแย้งกันในครั้งนี้
              จากการตรวจพิสูจน์พบว่า  แหล่งต้นนํ้านั้นไหลมาจากเทือกเขาตะนาวศรี  และมีการกั้นฝายต่อท่อนํ้า ติดวาล์วปิด - เปิดไว้  2  ช่วง    เลาะไปตามลําห้วยลงสู่บ้านผาปกค้างคาว   ส่วนลําห้วยอิมิจะแยกไปลงลําห้วยนํ้าตกเก้าชั้นในส่วนไหนนั้นก็ต้องตรวจพิสูจน์กันอีกครั้ง
               นายณรงค์  พละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี  และ พ.อ.มนิต   ศิริรัตนากุล  เสธนาธิการทหารกรมพัฒนาที่ 1   จึงขอให้ทุกฝ่ายหาข้อตกลงร่วมกันว่า  ในเดือนมีนาคมปีหน้านี้  จะทดลองปิดท่อส่งนํ้าดูว่า  นํ้าตกเก้าชั้นจะแห้งจากคํากล่าวของกลุ่มเครือข่ายคณะกรรมการนํ้าตกเก้าชั้นหรือไม่   และหากปิดท่อแล้วจะทําให้ชาวบ้าน 60 หลังคาเรือนขาดนํ้าหรือไม่  โดยจะมีการขึ้นไปทดสอบกันอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้  
             สำหรับกรณีพิพาทที่ทางผู้ประกอบการรีสอร์ทเองก็ยินดีให้ปิดท่อ   ดูว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่   แต่จะเกิดปัญหากับชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ไม่มีนํ้าใช้ในช่วงที่มีการปิด   ซึ่งก็ต้องรอดูกันเพื่อแก้ปัญหาต่อไป    

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

ชาวเจ็ดเสมียนส่งหนังสือ

ชาวเจ็ดเสมียนส่งหนังสือบริษัทไฟฟ้าราชบุรีโฮลดริ้งถอนหุ้น
       เมื่อเวลา  11.00 น.วันที่  28  กันยายน  2554   นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านในอ.โพธาราม อ.จอมบึง อ.เมือง จ.ราชบุรี และชาวบ้านจาก จ.สมุทรสาคร จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กว่า 150 คน นำโดยนายวีระยุทธ์ อิ่มศีล แกนนำชาวบ้านตำบลเจ็ดเสมียน  จ.ราชบุรี และ นายชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร แกนนำชาวบ้านจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณวัดเจ็ดเสมียน ต.เจ็ดเสมียน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี รวมตัวกันทำพิธีสาบานตนว่าจะช่วยกันต่อสู้และคัดค้านไม่ให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม ราชบุรี ซึ่งจะมาก่อสร้างใน ต.เจ็ดเสมียน  โดยบริษัท ราชบุรีเวอลด์ โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ที่ร่วมทุนกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีโครงการจะเข้ามาทำการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ เนื่องจากใน จ.ราชบุรีในปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าอยู่แล้วถึง 6 โรง หากปล่อยให้มีการก่อสร้าง เกรงจะเกิดผลกระทบทั้งเรื่องของน้ำซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักจะไม่พอใช้ เนื่องจากโรงไฟฟ้าจะต้องดูดน้ำไปใช้จำนวนมาก  รวมทั้งมลพิษทางเสียงและอากาศ จึงต้องรวมตัวกันคัดค้านไม่ให้มีการก่อสร้าง จากนั้นก็เคลื่อนขบวนไปที่หน้าบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เพื่อทำการยื่นหนังสือกับนายประจวบ อุชชิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ให้มีคำสั่งระงับและยุติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมราชบุรี ทันที และไม่ต้องการให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในจ.ราชบุรีเพิ่มขึ้นอีก หลังจากรับหนังสือจากผู้ชุมชุนประท้วงนายประจวบ อุชชิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (โรงไฟฟ้าราชบุรี) เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้แทนเครือข่ายประชาชน ตำบลเจ็ดเสมียนและพื้นที่ใกล้เคียง ที่มีความกังวลใจต่อโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะมีขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมราชบุรี ซึ่งเดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียน  เพื่อผ่านไปยัง บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ให้ทบทวนการถอนหุ้นในโครงการดังกล่าว  โดยหลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนแล้ว บริษัทฯ ได้ส่งไปยัง ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป  เนื่องจากโรงไฟฟ้าราชบุรีไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในโครงการดังกล่าว สำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก กำลังผลิต 224 เมกะวัตต์ ที่ร่วมทุนระหว่าง บริษัท ไทยเวอลด์ เพาเวอร์ จำกัด ถือหุ้นร้อยละ 60 และ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  อีกร้อยละ 40 ซึ่ง บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (โรงไฟฟ้าราชบุรี) เป็นเพียงบริษัทฯ ในเครือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เท่านั้นจึงไม่ใช่ผู้ตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว โดยได้ส่งมอบเรื่องดังกล่าวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชี้แจงต่อ ภาครัฐบาล ในฐานะเจ้าของนโยบายด้านพลังงานที่จะต้องบริหารการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคงสูงสุด และผู้ถือหุ้น