บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชาวคูบัวประท้วงการสำรวจปักหมุด

  ชาวคูบัวประท้วงการสำรวจปักหมุดที่ราชพัสดุเป็นเมืองโบราณ


                จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ของกรมธนารักษ์จังหวัดราชบุรี ได้เข้าไปทำการรังวัดที่ดิน พร้อมปักมุดทองเหลืองไว้หลายจุด ตั้งแต่หมู่ 2-6 ต.คูบัว กินพื้นที่กว่าพันไร่ ซึ่งมีประชาชนตั้งบ้านเรือนอยู่กว่า 500 หลังคาเรือน สร้างความสงสัยแก่ประชาชนในพื้นที่ ถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่ากรมธนารักษ์จะยึดพื้นที่คืนและเกรงว่าจะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์  ทั้งที่บริเวณดังกล่าว ชาวบ้านมีโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย มีการถือครองมาตั้งแต่ พ.ศ.2459 พ.ศ.2460  พ.ศ.2504  จนถึงปัจจุบัน
                โดย เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 31 พ.ค. 54  นายณรงค์  พลละเอียด รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้เดินทางมาเป็นประธาน พร้อมทั้งนายสมบูรณ์  สิริเวช  นายอำเภอเมืองราชบุรี เจ้าหน้าที่จากกรมธนารักษ์ และเจ้าหน้าที่จากศิลปากร ได้ร่วมกันชี้แจ้งถึงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ศาลาการเปรียญ วัดคูบัว ต.คูบัว อ.เมือง มีชาวตำบลคูบัวจากหมู่ 2-6 กว่า 800 คน เข้าร่วมฟังการชี้แจงในครั้งนี้ด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของกรมธนารักษ์ ได้กล่าวว่า  การที่มาทำการรังวัดที่ดินเป็น โครงการสำรวจที่ดินกำแพงเมือง –คูบัว วัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตที่ดินกำแพงเมือง-คูเมือง  และจัดสร้างแผนที่ในการป้องกันระงับยับยั้งการบุกรุกทำลายกำแพงเมือง-คูเมือง  ต่อไป ซึ่งเมื่อชาวบ้านได้ฟังดังนี้ หลายคนต่างก็วิพากย์วิจารย์  ว่า ชาวคูบัวได้อาศัยพื้นที่ตรงนี้กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ  โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนมีโฉนด ที่ดิน ซึ่งก็ได้ตกทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ชาวคูบัวจึงมีความรักและความผูกพันธ์ การที่มาทำแบบนี้เหมือนมาดูถูกชาวคูบัวและทำลายวัฒนธรรมอันดีงามที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 200 ปี 
                เมื่อพิจารณาแผนที่รังวัดปักหมุดคูเมืองของเจ้าหน้าที่ของกรมธนารักษ์ พบว่า บริเวณพื้นที่ของคูเมือง  มีความกว้างกว่า 200 เมตร และแนวคลองมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวกว่า 3 กิโลเมตร มีความกว้าง กว่า 800 เมตร ซึ่งรวมพื้นที่เมืองโบราณแล้ว มีเนื้อที่ทั้งหมด กว่า  1.92 ตารางกิโลเมตร
                โดยบรรยากาศในที่ประชุมเริ่มตึงเครียด มีตัวแทนจากหลายหมู่บ้านของตำบลคูบัว ได้ออกมายืนยัน อย่างชัดเจน ว่าจะขอให้กรมธนารักษ์ระงับโครงการดังกล่าวและจะขอปกป้องที่ดินบริเวณนี้ไว้ไม่ให้ใครมาทำลายได้อย่างเด็ดขาด  อย่างไรก็ตามนายณรงค์  พลละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี   ได้รับฟังปัญหากับทางเจ้าหน้าที่ธนารักษ์  และข้อมูลชาวบ้านที่เดือดร้อนแล้ว  ได้ข้อสรุปแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น  โดยทางจังหวัดจะทําหนังสือบันทึกถึงกรมธนารักษ์  เนื่องจากชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้  ให้ยกเลิก หรือ ระงับโครงการกําหนดการรังวัดปักหมุดแนวเขตกําแพงคูเมืองโบราณบ้านคูบัวทั้งหมดไว้ก่อน   เพื่อเสนอปัญหาของชาวบ้านไปยังอธิบดีกรมธนารักษ์เพื่อพิจารณาต่อไป  ซึ่งชาวบ้านก็ตกลง  และหากวันจันทร์หน้าไม่มีคําตอบที่ชัดเจนว่าจะยกเลิกหรือไม่  ชาวบ้านก็จะเดินทางไปประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัดราชบุรีอีกครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ชาวสวนร้องมะนาวต่างประเทศทะลัก

เข้ามาทำให้ราคามะนาวไทยตกต่ำ
                เกษตรกรที่ปลูกมะนาวในอ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  กว่า 200 คนเดินทางมาที่หอประชุมโรงเรียนวัดประสาทสิทธิ์ ต.ประสาทสิทธิ์  อ.ดำเนินสะดวก  เพื่อมาร้องเรียนกับนายบุญดำรง  ประเสริฐโสภา  สมาชิกสภาจังหวัดราชบุรี เขตอำเภอดำเนินสะดวก ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์  ให้ช่วยแก้ปัญหามะนาวต่างชาติทะลักเข้ามาขายในประเทศไทย ทำให้ราคาของมะนาวในประเทศไทยนั้นตกต่ำ เนื่องจากมะนาวที่มาจากต่างประเทศนั้นมีราคาถูก
       โดยนายกิติวัฒน์  รังสีวิสิทธิ์  อายุ 61 ปี ชาวสวนมะนาวในอ.ดำเนินสะดวก ก็กล่าวว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ของทุกปีจะเป็นช่วงที่ชาวสวนมะนาวนั้นลืมตาอ้าปากได้บ้างเพราะช่วงนี้จะแล้งทำให้มะนาวมีราคาแพง แต่เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นได้มีพ่อค้าหัวใสแอบไปลักลอบนำมะนาวจากต่างประเทศ(เขมร)เข้ามาขายในราคาถูก ทั้งที่คุณภาพนั้นสู้มะนาวของไทยไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของน้ำมะนาวก็มีน้อย  และไม่มีกลิ่นหอม   ทำให้มะนาวของเกษตรกรไทยนั้นขายไม่ได้ และต้องถูกกดราคาลงมา จากเดิมที่เคยขายในช่วงนี้มะนาวใบใหญ่สุดจะอยู่ที่ราคา 3 บาทขึ้นไป ก็เหลือแค่ 2 บาท ทั้งที่ต้นทุนของมะนาวนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี   แต่ราคามะนาวนั้นกลับลดลงทำให้เกษตรกรที่ปลูกมะนาวได้รับความเดือดร้อนมาก จึงอยากจะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบหาผู้ที่แอบลักลอบนำมะนาวต่างประเทศมาขาย   และขอให้มีการประกันราคาของมะนาวด้วย เพื่อที่จะทำให้เกษตรกรที่ปลูกมะนาวนั้นอยู่ได้  นอกจากนี้ในวันที่ 5 มี.ค.54 ชาวสวนมะนาวก็จะส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับรมว.กระทรวงเกษตรฯ  
        ด้านนายบุญดำรง  ประเสริฐโสภา  สจ.ราชบุรี ก็กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วก็จะดำเนินการส่งเรื่องไปยัง รมว.พานิชย์ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของมะนาวที่มีการนำเข้าพร้อมกับจะให้ช่วยดูในเรื่องของการประกันราคามะนาวเป็นการเร่งด่วนด้วย

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ปปช.ตรวจสอบที่ราชพัสดุ


คณะกรรมาธิการปปช.ตรวจสอบที่ราชพัสดุ อ.สวนผึ้ง
                          ลั่นเอาผิดนายทุนรุกป่าทุกราย  นายวิลาศ  จันทร์พิทักษ์  ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร(ปปช.)และคณะได้เดินทางมาที่ที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง จ.ราชบุรี เพื่อมาตรวจสอบข้อมูลในเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องที่มีนายทุนเข้าไปบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ ที่ทหารช่างเป็นผู้ดุแลพื้นที่ โดยให้หน่วยงานต่างๆทั้งจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีนายณรงค์  พลละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กรมการทหารช่าง จ.ราชบุรี   หน่วยพลพัฒนาที่ 1 ค่ายศรีสุริยวงศ์  กรมธนารักษ์  ผู้นำท้องถิ่นรวมทั้งกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง มาร่วมให้ข้อมูลในพื้นที่  ซึ่งก่อนที่นายวิลาศ  จันทร์พิทักษ์  ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร(ปปช.)และคณะ จะเข้าไปร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆนั้น ได้มีชาวบ้านกว่า 100 คน ซึ่งนำโดยนายสมศักดิ์  อาทรสิริรัตน์ อดีตนายกอบต.สวนผึ้ง ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่อ.สวนผึ้ง และอ.บ้านคา จ.ราชบุรี โดยอ้างว่าพื้นที่นั้นสงบเรียบร้อย ไม่ได้มีปัญหาจึงไม่จำเป็นต้องคงกฎอัยการศึกไว้ ซึ่งนายวิลาศก็รับไว้และจะส่งต่อให้นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้พิจารณา  ก็เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานต่างๆซึ่งใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง จากนั้นก็ลงไปดูพื้นที่จริงที่มีนายทุนเข้าไปบุกรุกที่บริเวณหุบพุบอน  หมู่ 5 บ้านถ้ำหิน ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง  ซึ่งก็พบว่าพื้นที่นั้นอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาถูกนายทุนจับจองโดยการล้อมรั้วลวดหนามรอบๆพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ และบุกรุกแผ้วถางจนทำให้ป่าหายหมด ทั้งที่ยังไม่ได้มีการขอเช่าจากกรมธนารักษ์
     โดยนายวิลาศ ได้กล่าวถึงพื้นที่ดังกล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบแล้วพบว่า พื้นที่แห่งนี้อยู่ในลุ่มน้ำชั้น 1 A และเดิมเคยเป็นป่าทึบ แต่ตอนนี้ถูกแผ้วถางจนป่าหาย ซึ่งดูได้จากซากต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นล้มทิ้งไว้  และจะต้องเดินหน้าเอาผิดกับนายทุนที่เข้ามาจับจองพื้นที่และทำการถางป่าโดยไม่มีการละเว้น ทั้งนักการเมืองหรือแม้แต่ระดับพ่อรัฐมนตรีก็จะต้องเอาผิดให้ได้เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่างในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ก็จะต้องขยายวงกว้างออกไปในพื้นที่ที่อยุ่ใกล้เคียงเพื่อนำสมบัติของชาติกลับคืนมา และจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาโดยเร็ว

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ผู้เลี้ยงกุ้งรวมตัวฟ้องศาลปกครอง

ผู้เลี้ยงกุ้งในหลายจังหวัดรวมตัวฟ้องศาลปกครอง

หลังรัฐบาลสั่งให้ระงับการเลี้ยง ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาว (แวนาไมค์) ในจังหวัดราชบุรี  นครปฐม  เพชรบุรี  กาญจนบุรี  สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร  กว่า 300 คน ได้มารวมตัวกันที่บ้านเลขที่ 80/1 หมู่ 6 ต.ดอนใหญ่  อ.บางแพ  จ.ราชบุรี  เพื่อร่วมลงชื่อในการฟ้องศาลปกครอง และยื่นหนังสือคัดค้าน หลังนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ   ได้มีคำสั่งให้ระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืด ให้มาเป็น ระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งขาวได้รับความเดือดร้อน เพราะจะต้องเลิกเลี้ยงภายใน 120 วัน ซึ่งภายหลังมีคำสั่งการระงับออกมา  ผู้เลี้ยงกุ้งที่มารวมตัวในวันนี้นั้นนอกจากจะมาลงชื่อฟ้องศาลปกครองแล้ว ก็ต้องมาฟังคำชี้แจงจากแกนนำในการนัดรวมตัว โดยมีนายยศวัจน์   ชัยวัฒนสิริกุล  กรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  และนายประกอบ  ทรัพย์ยอดแก้ว  ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งขาวได้ออกมาเชิญชวนให้ผู้เลี้ยงกุ้งทั้งหมดได้มาร่วมลงชื่อและอาจจะรวมตัวประท้วงที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ถ้าผลการคัดค้านนั้นยังไม่ได้ผล  โดยมีนายณรงค์  พลละเอียด  รองผู้ว่าราชการจังหวัด  นายสุรเชษฐ์  สุนทรศาสตร์  ประมงจังหวัดราชบุรี และนายพิพัฒน์  ศรีเพชรพันธุ์  นายอำเภอบางแพ  มาร่วมรับฟังคำชี้แจงของแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วย
          โดยนายจรูญ  อกอุ่น  อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 276  หมู่ 6  ต.สระพังลาน  อ.อู่ทอง  จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งเดินทางมาร่วมลงชื่อในครั้งนี้ก็กล่าวว่า  ตนมีอาชีพเลี้ยงกุ้งมากว่า 16 ปี แล้ว แต่จู่ๆรัฐบาลก็มีคำสั่งให้เลิกเลี้ยง ทำให้ตนกับครอบครัวรวมทั้งผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศกว่า 55 จังหวัด นั้นเดือดร้อนมาก เพราะสิ่งที่ลงทุนไปแล้วใครจะรับผิดชอบ หนี้สินที่ไปกู้มาลงทุนนั้นก็ยังต้องใช้ แล้วจะมีใครมาช่วยเหลือ และไม่รู้ว่าจะไปประกอบอาชีพอะไร แล้วครอบครัวจะอยู่อย่างไร อยากวอนรัฐบาลให้เห็นใจผู้เลี้ยงกุ้งด้วย เพราะประกอบอาชีพนี้มานานแล้วไม่มีอาชีพสำรอง ถ้าเลิกเลี้ยงก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร และยืนยันว่าน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งนั้นไม่ได้สร้างมลพิษในดิน ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน
        ด้านนายประกอบ  ทรัพย์ยอดแก้ว  แกนนำกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งขาว ในพื้นที่อ.บางแพ  กล่าวว่า ในพื้นที่อ.บางแพ จ.ราชบุรี มีเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งเกือบ 2,000 ราย พื้นที่เลี้ยงกว่า 20,000 ไร่ ที่ผ่านมารัฐบาลก็เคยมีคำสั่งไม่ให้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งปัจุบันเปลี่ยนระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด   เคยร้องขอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งหรือไม่  ซึ่งก็มีการตั้งขึ้นและมีการอนุมัติงบประมาณลงมาแล้ว  แต่ผลการตรวจสอบก็ยังไม่ทันออกมาว่ามีผลกระทบหรือไม่ ก็มีคำสั่งระงับห้ามเลี้ยงออกมาแล้ว  แล้วอย่างนี้ผู้เลี้ยงกุ้งจะทำอย่างไร ครอบครัวก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไร  ทั้งที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกคนก็ยืนยันว่า การเลี้ยงกุ้งขาวนั้นไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเราสามารถปลูกพืชผักอื่นๆบริเวณรอบๆบ่อกุ้งได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มาตรวจสอบคุณภาพน้ำตลอด ซึ่งผลก็ไม่มีผลกระทบ แต่การที่รัฐบาลมาประกาศระงับไม่ให้เลี้ยงโดยไม่เคยลงมาดูพื้นที่จริงเลย ทำให้พวกเรารู้สึกว่าถูกรังแก และถูกกลั่นแกล้ง  แล้วอย่างนี้จะให้ไปประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายหรือก็เราไม่สามารถประกอบอาชีพที่สุจริตได้  อยากวอนให้หน่วยงานลงมาดูความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับพวกกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งบ้าง และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก็จะต้องหาที่พึ่งซึ่งก็คือศาล ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของกลุ่มเกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ

กลุ่มเอ็นจีโอยื่นหนังสือผู้ว่าฯ

 กลุ่มเอ็นจีโอยื่นหนังสือผู้ว่าฯจี้คดีรถชนเลขาฯคณะกรรมการแก้ปัญหาน้ำ
             นายวิเชียร  เจษฎากานต์  รองประธานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ และเป็นตัวแทนกลุ่มเอ็น จี โอ ใน จ.ราชบุรี  ได้เข้ายื่นหนังสือกับนายสุเทพ  โกมลภมร  ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี  เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและติดตามความคืบหน้าในคดีที่นางพรทิพย์  สำเภา  อายุ 45 และนายสุขสันต์  สำเภา  อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 259 หมู่ 7 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี  ถูกรถปิกอัพยี่ห้อ โตโยต้า สีน้ำตาล  หมายเลขทะเบียน บบ-3128 ราชบุรี โดยมีนายบุญส่ง  อุดมนาค  รองนายกอบต.สวนผึ้ง เป็นผู้ขับขี่พุ่งชนขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ  ฮอนด้า เวฟ  สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ขรฉ-355 ราชบุรี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ที่บริเวณถนนสายสวนผึ้ง-ผาปก หมู่ 2 ต.สวนผึ้ง โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.พ.54 ที่ผ่านมา ขณะนี้ทั้งคู่นั้นนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสวนผึ้ง
          โดยนายวิเชียร นั้นต้องการให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ช่วยเร่งรัดในคดี และติดตามดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพราะเกรงว่าคดีนั้นอาจจะล่าช้า เนื่องจากผู้กระทำความผิดขับรถชนนั้น เป็นรองนายกอบต.สวนผึ้ง จึงเกรงว่าอาจจะใช้อิทธิพลมาข่มขู่ จนทำให้คดีความนั้นไม่เป็นไปตามที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เพราะนางพรทิพย์นั้นได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ในวันเกิดเหตุนั้นกำลังขับขี่รถจะกลับบ้านพร้อมกับสามี  ส่วนนายบุญส่ง นั้นขับรถตามหลังมาตลอด จนเมื่อถึงจุดเกิดเหตุนายบุญส่งได้เร่งเครื่องรถพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของตนจนลื่นไถลไปไกล ก่อนจะขับรถหนีไป โดยไม่ได้ลงมาช่วยเหลือแต่อย่างใด ซึ่งมองว่าเป็นการตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น  ซึ่งผู้ว่าฯ ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้และบอกว่าจะต้องดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
          ด้าน ร.ต.อ.ป้อมเพชร  คงสีหะ  พนักงานสอบสวนสภ.สวนผึ้ง เจ้าของคดี ก็กล่าวว่า ได้ทำการเรียกรองนายกอบต.สวนผึ้งมาทำการสอบปากคำ ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว โดยระบุว่าในช่วงเกิดเหตุได้ขับรถตามคู่กรณีมาจริง และก้มลงไปหยิบของทำให้รถเสียหลักพุ่งไปชนท้ายรถจักรยานยนต์ แต่คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก จึงได้ขับรถไปธุระต่อ  ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองคนนั้นต้องรอให้อาการดีขึ้นก่อนจึงจะเข้าไปทำการสอบปากคำ  
       สำหรับนางพรทิพย์  สำเภา นั้นเป็นเลขาของคณะทำงานแก้ปํญหาเรื่องน้ำในอ.สวนผึ้ง ที่นายสุเทพ  โกมลภมร  ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหนังสือแต่งตั้งเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา และนางพรทิพย์ ยังเป็นกลุ่มนักอนุรักษ์หรือ เอ็น จี โอ ในพื้นที่อ.สวนผึ้ง และยังเป็นผู้ที่มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม และล่าสุดได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาทำการตรวจสอบในกรณีที่นายทุนเข้าไปบุกรุกยึดครองพื้นที่ในเขตโครงอุทยานธรรมชาติวิทยา  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนทำให้มีกรณีข้อพิพาทเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว