โดยนายจรูญ อกอุ่น อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 276 หมู่ 6 ต.สระพังลาน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเดินทางมาร่วมลงชื่อในครั้งนี้ก็กล่าวว่า ตนมีอาชีพเลี้ยงกุ้งมากว่า 16 ปี แล้ว แต่จู่ๆรัฐบาลก็มีคำสั่งให้เลิกเลี้ยง ทำให้ตนกับครอบครัวรวมทั้งผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศกว่า 55 จังหวัด นั้นเดือดร้อนมาก เพราะสิ่งที่ลงทุนไปแล้วใครจะรับผิดชอบ หนี้สินที่ไปกู้มาลงทุนนั้นก็ยังต้องใช้ แล้วจะมีใครมาช่วยเหลือ และไม่รู้ว่าจะไปประกอบอาชีพอะไร แล้วครอบครัวจะอยู่อย่างไร อยากวอนรัฐบาลให้เห็นใจผู้เลี้ยงกุ้งด้วย เพราะประกอบอาชีพนี้มานานแล้วไม่มีอาชีพสำรอง ถ้าเลิกเลี้ยงก็ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร และยืนยันว่าน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งนั้นไม่ได้สร้างมลพิษในดิน ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน
ด้านนายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว แกนนำกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งขาว ในพื้นที่อ.บางแพ กล่าวว่า ในพื้นที่อ.บางแพ จ.ราชบุรี มีเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งเกือบ 2,000 ราย พื้นที่เลี้ยงกว่า 20,000 ไร่ ที่ผ่านมารัฐบาลก็เคยมีคำสั่งไม่ให้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งปัจุบันเปลี่ยนระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด เคยร้องขอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้งหรือไม่ ซึ่งก็มีการตั้งขึ้นและมีการอนุมัติงบประมาณลงมาแล้ว แต่ผลการตรวจสอบก็ยังไม่ทันออกมาว่ามีผลกระทบหรือไม่ ก็มีคำสั่งระงับห้ามเลี้ยงออกมาแล้ว แล้วอย่างนี้ผู้เลี้ยงกุ้งจะทำอย่างไร ครอบครัวก็ไม่รู้ว่าจะกินอะไร ทั้งที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกคนก็ยืนยันว่า การเลี้ยงกุ้งขาวนั้นไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเราสามารถปลูกพืชผักอื่นๆบริเวณรอบๆบ่อกุ้งได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มาตรวจสอบคุณภาพน้ำตลอด ซึ่งผลก็ไม่มีผลกระทบ แต่การที่รัฐบาลมาประกาศระงับไม่ให้เลี้ยงโดยไม่เคยลงมาดูพื้นที่จริงเลย ทำให้พวกเรารู้สึกว่าถูกรังแก และถูกกลั่นแกล้ง แล้วอย่างนี้จะให้ไปประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายหรือก็เราไม่สามารถประกอบอาชีพที่สุจริตได้ อยากวอนให้หน่วยงานลงมาดูความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับพวกกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งบ้าง และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก็จะต้องหาที่พึ่งซึ่งก็คือศาล ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของกลุ่มเกษตรกรผุ้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ




